Tuesday, February 12, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#16

อะไรคือของเก่า 

ความหมายของ ของเก่า หมายถึง ผลงาน (ผลของกรรม)ที่เคยทำ  หรือที่เคยยึดมาก่อนที่เรียกว่า วิบาก  ( ให้เข้าใจว่า วิบาก = ลำบาก )

ผลงาน(ของเก่า) ของการเคยหลงยึด คือ ธาตุ ขันธ์ ยึดธาตุไหน ขันธ์ใด ก็จะมีธาตุ ขันธ์นั้นปรากฏมาให้ยึดต่อไป  จะหยาบหรือละเอียดก็ขึ้นอยู่กับเหตุที่เคยทำมา

ผลงาน(ของเก่า)ของการเคยหลงทำ (กรรมอนุสัย) คือความเคยชิน, ความคุ้นเคย, ความคุ้นชิน, อนุสัย, อุปนิสัย,  นิสัย,  จริต, บุคลิก โดยภาพรวมก็เรียกว่าพฤติกรรม  เป็นสิ่งที่ทำตามซ้ำๆมาเรื่อยๆ  ชินที่จะทำตามในลักษณะของการไหลตาม (PASSIVE) ภาพอันนี้จะชัดเจนมากสำหรับผู้ที่ติดฝั่ง : กามสุขัลลิกานุโยค

อะไรคือของใหม่

         ความหมาย ของใหม่ หมายถึง เหตุของทุกข์ที่เกิดขึ้นจากความพยายาม หรือ เจตนากรรมในเชิงรุก (  ACTIVE)ในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะที่แสดงออกมาอยู่ในรูปของการกระทำในเชิงปรุงขึ้น  แต่งขึ้น  สร้างขึ้น  เพื่ออะไรซักอย่าง เช่นเพื่อให้มี  ให้เป็น ให้ได้ เนื้อหาจริงๆ ก็คือ หลงยึด หลงอยาก แล้วก็หลงกระทำ นับตรงปัจจุบันที่ความจงใจนั่นเอง เช่น คอย-เฝ้า – เร้า-กระตุ้น- ระแวง-ระวัง- บังคับ-ควบคุม-กดข่ม-แทรกแซง ฯลฯ จัดเป็นการติดฝั่ง : อัตตกิลมถานุโยค

           การเกิดความจงใจหรือเจตนา เพราะด้วยความไม่รู้(อวิชชา)ว่าเป็น “ความหลง”ผลักดันขึ้น ทำให้ “ใจ”เหมือนมีงาน(ภาระ) ที่ไม่รู้วันว่างงาน  เพียงแต่จะงานมากหรืองานน้อย  งานหนักหรืองานเบาเท่านั้น(แต่ก็ยังมีงานเกาะกุมจิตใจอยู่ตลอด-มโนกรรม)  อีกทั้งยังเกิดการรอคอยผลงานอีกด้วย  ซึ่งล้วนแต่เป็นความหลงตอกย้ำวิบาก และเพิ่มกรรมอนุสัย(เหตุ)ใหม่ ๆ เรื่อยไป

ถ้าใจตรงต่อความเป็นจริงด้วยความจริงใจ ไม่ต้องการเป็นอะไร ไม่ต้องการไม่ปรารถนาแม้วิชชา – ปัญญา  ไม่ต้องการไม่ปรารถนาแม้ พระนิพพาน(ความปรารถนาพระนิพพานให้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น  ไม่ใช่ตั้งปรารถนาไปเรื่อย จะถูกตัณหาอุปาทานในนิพพานเอาไปกินซะหมดเท่านั้นเอง)  ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่รู้  จะไม่กระตุ้นให้เกิดการอยากรู้ อยากเข้าใจอะไร  ก็ไม่ก่อเกิดความลังเล และหาเรื่องอะไรมาสงสัย    ใจมันจะได้ไม่มี “ห่วง” ยุติทำทางใจ  ยุติการแสวงหา  การรอคอย  เป็นอันหมดภาระทางใจ(ใจว่างงาน)   ใจก็ว่าง(อยู่แล้ว)อย่างใจ ตรงต่อเนื้อหาเดิมของใจล้วนๆ

ผู้ปฏิบัติเคยเอะใจ – เฉลียวใจบ้างไหมว่า อาการห่วงรู้  ไม่รู้  ห่วงดู  ห่วงเห็น  ไม่เห็น หรือกลัวไม่รู้  กลัวไม่เห็น  กลัวไม่เข้าใจ  ลังเล สงสัย  ดิ้นรนสร้างวิธีการ พิธีกรรมต่างๆนานาเพราะกลัวไม่มีธรรมะ  นั่นน่ะคืออะไรกันแน่   มันคืออวิชชาในวิชชา  ตัณหาและอุปาทานในปัญญาอาการ(อยากยา)เหล่านี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นให้รับรู้ได้ชัด ๆ เมื่อยังคงได้ปฏิบัติตามความคุ้นเคยเดิมๆอยู่ต่อไป เรียกว่า เมื่อได้ทำตามความคุ้นเคย หรือความคุ้นชินนั้นๆแล้วก็จะดู OK, ราบรื่น

            ต่อเมื่อลองไม่ทำอะไรดูสิ ไม่ต้องทำอย่างที่เคยทำดูสิ หน้ากากของผู้เสพติดตัวปฏิบัติก็จะเผยโฉมหน้าผู้บงการเบื้องหลังออกมาให้รับรู้ได้ ถึงอาการอยาก(ยา)ปฏิบัติ

            การปฏิบัติที่เรียกว่า ปฏิบัติทำ เจตนาทำ ไม่ว่าจะมาก – น้อย หรือจนชำนาญ คล้ายเป็นอัตโนมัติก็จะเกิดอาการเหมือนคนติดยา  ที่เมื่อไม่ได้เสพยาแล้วจะมีอาการอยากยา  จะมาก – น้อยขนาดไหนก็แล้วแต่ความรุนแรงของการเสพติด ( ความยึด) อันนี้ก็คล้ายกัน

        พอไม่ได้ทำเหมือนเดิม เช่น อาจไม่ได้เดินจงกรม นั่งสมาธิ สวดมนต์ ฯลฯ อาการอยากธรรมะ หิวธรรมะก็จะปรากฏออกมาอยู่ในรูปของการบ่นในใจ ตัดพ้อ วิพากษ์ วิจารณ์ เช่น ปฏิบัติแทบตายอยู่แล้ว ยังไม่ค่อยจะได้อะไร กิเลสก็หนา ปัญญาก็น้อย แล้วถ้าไม่ปฏิบัติ ไม่ได้ทำจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร บางทีอาจตำหนิ ติเตียนตัวเองว่า ขี้เกียจขี้คร้านไปหรือเปล่า เรากำลังประมาทอยู่หรือเปล่า อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งคำถามในลักษณะนี้จะได้ยินบ่อย

              “ จะเป็นการไม่ประมาทไปหรือ ?  ถ้าเราไม่ได้ทำอะไร  เป็นคำสอนที่ทำให้คนชะล่าใจ หรือขี้เกียจขี้คร้านไปหรือเปล่า? ”

          การปฏิบัติธรรมในเนื้อหาที่เป็นการปฏิบัติทำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ตรงต่อสัจธรรม (มีอยู่แล้ว สมบูรณ์อยู่แล้ว ไม่ต้องการสิ่งใด ไม่มีเนื้อหาของเจตนากรรมใด ๆ) แค่นี้ก็เห็นได้อยู่แล้วว่า การปฏิบัติทำนั่นแหละ เป็นการไม่เคารพ (สัจจะ) ธรรม  ที่เรียกว่าการปรามาสธรรมหรือประมาทในธรรมไปเรียบร้อยแล้ว แต่หารู้ไม่ การที่มีผู้รู้มาบอกถึงเนื้อหาของสัจธรรม และชี้ทางในการดำเนินชีวิตให้ตรงต่อสัจธรรม ชี้ให้จิตใจตรงต่อสัจธรรม ความเป็นจริง ชี้ให้เห็นถึงความเข้า    ใจผิด หลงผิดในแง่มุมต่าง ๆ  ของสิ่งที่เรียกว่า การศึกษาธรรม  ปฏิบัติธรรม จะเป็นการทำให้เราประมาทได้อย่างไร ถ้าการชี้แนะหรือการแสดงธรรมนั้นทำให้ “ใจ”ตรงต่อสัจธรรมจริง ๆ

             ต้องพิจารณาดูให้ดี ๆ  อย่าเอาแต่ความคุ้นเคย หรือเมื่อไม่ตรงต่อทิฐิของตนหรือหมู่คณะ หรือครูบาอาจารย์  ตำรับ  ตำราที่เคยเข้าใจและเคยตีความว่าใช่แล้ว ถูกแล้ว แม่นแล้ว ก็ปฏิเสธ จะใช้ได้หรือ?

             พระพุทธองค์ทรงตรัสเนื้อหาในกาลามสูตรไว้ว่าอย่างไร? ลองตรองดู และเราแน่ใจหรือว่า เราเข้าใจตรงต่อเนื้อหาของครูบาอาจารย์ที่ท่านสอนได้จริง เพราะอย่างที่เคยบอกไว้แล้วว่า การแสดงธรรมมีการใช้ภาษาพูด เขียน มาเป็นสื่อในการถ่ายทอด  เรียนรู้ ถ้ามีการใช้ภาษาที่ไม่ตรงต่อสัจธรรม ต้องอาศัยการตีความแล้ว  ภาษานั้นอาจจะชี้นำสู่การกระตุ้นต่อมอยาก ต่อมยึดของผู้คน ที่แสดงออกมาอย่างแนบเนียนในรูปแบบของการ ปฏิบัติทำ– ปรุง – สร้าง – เอา – หา – มุ่ง – พุ่ง - รอ – คอย ฯลฯ ท่านเรียกภาษานั้นว่า เป็นความวิบัติของบัญญัติ นอกจากผู้ถ่ายทอดจะใช้ภาษาที่สุ่มเสี่ยงให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสัจธรรมดังกล่าวแล้ว ผู้ฟังที่ไม่แยบคาย ละเอียดอ่อนก็มักจะตีความตามความคุ้นชินเดิม  แล้วด้วยความเข้าใจผิดก็เลยปฏิบัติผิด กลายเป็นการหลงปฏิบัติทำ  มิใช่การปฏิบัติตามธรรม  ตรงต่อ(สัจจะ)ธรรม  ปฏิบัติทำด้วยความหลง กลับเป็นความเนิ่นช้า ทุกข์ยาก ลำบากไปซะเอง

และเราเคยเฉลียวใจบ้างไหมว่า  สภาวะที่กำลังบ่น วิพากษ์ วิจารณ์ โหวกเหวก โวยวาย อยู่นั่นน่ะ มันคืออะไรกัน ? เบื้องหลังมาจากอะไร? ก็มาจากอาการอยากเสพธรรมะ  หิวธรรมะ หิวปัญญา  หิวรู้  อันมีแรงผลัก - เหนี่ยวนำมาจาก ตัณหา – อุปาทาน เพราะความเข้าใจผิด หลงผิด จึงกลายเป็น ตัณหา ในธรรมะ   ตัณหาในปัญญา กิเลสในธรรมะ กรรมซ้อนธรรม เอากิเลสไปปฏิบัติธรรม
       
            แล้วถ้าท่านไม่เลิกปฏิบัติทำ  ไม่เลิกทำสิ่งที่เข้าใจผิดเรื่องของการบำเพ็ญเพียรทางกายทางจิต  ท่านก็จะไม่เจออาการอยากทำ อยากธรรมะ หรือ หิวธรรมะ ดังกล่าวดอก  แล้วท่านจะละธรรมตัณหานั้นได้อย่างไร  ตัณหาอุปาทานก็หมกเม็ดฝังตัวอยู่ตลอดไปในธรรม(ไม่ตรงต่อเนื้อหาที่ว่า “ธรรมสักแต่ว่าธรรม”) ไม่อาจพ้นทุกข์ได้จริง เพราะยังมีเนื้อหาของสมุทัยซ่อนเร้นอยู่  หรือจะให้เป็นตัณหาในธรรมะไปก่อนแล้วค่อยหาทางละตัณหา ดังกล่าวอีกต่อหนึ่งอย่างนั้นหรือ  ทำไมต้องสร้างขั้นตอนให้ยุ่งยาก  แถมยังไม่ตรงต่อสัจจะไปเสียเวลาเปล่าๆเล่า

         ตราบใดที่ยังไม่เลิกปฏิบัติทำ เลิกการบำเพ็ญเพียรอย่างที่เข้าใจกันอยู่  อย่าหวังเลยว่าจะละกิเลสได้จริง เพราะตัวปฏิบัติ ตัวบำเพ็ญนั้นได้ฝังกิเลสควบคู่ไปกับธรรมะไว้ด้วยเรียบร้อยแล้ว  แล้วจะไปหวังให้มันแยกกันตรงไหน ?  และเมื่อไหร่ ?

No comments:

Post a Comment