Tuesday, February 12, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#15

  • ทุกขัง :  ความทนอยู่ไม่ได้    ความทนได้ยาก  ต้องเปลี่ยนแปลง จริง ๆ แล้วก็เป็นเนื้อหาเดียวกันกับ อนิจจัง  คือไม่ติดยึดตัวมันเอง ไม่ขัด ไม่ข้อง ไม่คาแม้ในตัวมันเอง  เป็นความลุล่วง(วิมุติ)ในตัวของธาตุ-ขันธ์อยู่ตลอดเวลาก็ว่าได้
          โดยเนื้อหาของอนิจจัง–ทุกขัง คือ การที่ทุก ๆ ธาตุ–ขันธ์ ไม่อาจคงที่ ตลอดอนันตกาล
การที่เป็นดังนี้ ไม่อาจมีใครที่จะทำขึ้นมาได้ และที่สำคัญ มันหลุดกันเองอยู่แล้ว   การหลุดนี้ไม่ต้องการเหตุ – ปัจจัยอันใด คือ ไม่ได้หลุด โดยต้องมีเงื่อนไขใด ๆ  เราต้องเข้าใจคำว่า “ กันเอง” “อยู่แล้ว”ให้ดี ๆ เรียกว่ารู้จักกันให้ลึกซึ้งสักหน่อย เพราะผู้ปฏิบัติมักเข้าใจกันว่า ถ้ามี สติ สมาธิ ปัญญา จะสามารถ ทำลายกิเลสให้หายไป แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว การมี สติ สมาธิ ปัญญา  ก็เพื่อเข้าใจว่า ทุกอย่างไม่อาจจะเข้าไปทำอะไรได้ ไม่อาจที่จะเอา -  ยึดถือไว้ได้  โดยการรู้ความจริง(สัจจะ)อย่างแจ่มชัดดังนี้แล้ว   จิตจะเลิกหลงยึด(กำ) ก็จะตรงต่อการวางอยู่เองแล้ว  ไม่ต้องหลงไปวาง ไปทิ้ง ไปกำจัดอะไรหรอก  แค่เลิกหลงกำ(กรรม)คือคลายให้เป็น   ก็ตรงต่อจบอยู่แล้ว...

           ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่าสติ-สมาธิ-ปัญญาจะต้องเป็นเนื้อหาที่สรุปจบในตัวมันเองเท่านั้น  มิใช่การดำเนินหรือเจริญมันไปเรื่อยๆ อย่างที่หลงเข้าใจกันอยู่

        เมื่อเกิดอะไรขึ้น รู้ เองและ ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย แม้แต่จะไป วิพากษ์  วิจัย  วิจารณ์อันนี้ท่านเรียกว่า นอกเหนือเป็น , ไม่เนื่องด้วยเป็น ใจเป็นอิสระอยู่ ใจไม่ถูกสน ถูกสอย  ในระหว่างที่ยังไม่เกิดอะไรขึ้น ก็ไม่ระแวง ระวัง เฝ้า คอย  ค้น แสวงหา  ควานหา  สแกนหา เมื่อเกิดอะไรขึ้นก็แล้วแล้วไปอย่างรวดเร็วคือไม่ลังเล ไม่อาลัย อาวรณ์ จมปลักหมกมุ่น เพลิดเพลิน หลงใหล

         ด้วยอำนาจ ของ ความเข้าใจ ที่ตรงต่อความเป็นจริง คือ สัมมาทิฐิ  นี้  จิตใจจะตื่นอย่างเป็น ธรรมชาติ แบบไม่มีอะไรกับอะไรไปเอง หมดภาระ หมดพันธะ  หมดงานทางใจที่จะทำอะไร ๆ เพื่อให้ถึงพระนิพพาน อย่างนี้ท่านเรียกว่า “จบกิจ” คือรู้ชัดว่า “กิจ” “กรรม” “ทำ” “เจตนา” “ความจงใจ”แบบไหนและอย่างไรก็ไม่ใช่ทางที่จะพ้นทุกข์(ออกจากสังสารวัฏ, ออกจากวงจรปฏิจจสมุปบาท)หรือจะตรงต่อเนื้อหาของพระนิพพานได้จริง    มีแต่ต้อง “ปลง” “สละ” “แล้วแล้วไป” “ไม่ต้อง” “ไม่ตั้ง”...เพราะไม่มีเนื้อหาแห่งกรรม(กำ) ให้ต้องชดใช้วิบากต่อไป

         “ท่าน”จึงกล่าวไว้ประมาณว่า...สัตว์โลกทั้งหลาย  จะไม่ได้อะไรเลยในสังสารวัฏนี้(การเวียนตายเวียนเกิด)  มีเพียงได้หลง “สร้างกรรม”  และหลง “เสวยผลแห่งกรรม” เท่านั้น

  • อนัตตา : มักแปลกันว่า ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ คำแปลอย่างนี้ยังไม่แจ่มแจ้ง

: โดยสภาพความเป็นจริง   อนัตตา หมายถึงไร้ความหมาย  ไม่มีความหมายปราศจากความเป็นที่แท้จริง  เป็นเนื้อหาที่ต่อเนื่องมาจากอนิจจัง – ทุกขัง คือไม่ใช่สิ่งยึดติดตัวมันเอง  หลุดอยู่เองแล้ว  วางอยู่เองแล้ว  มันจึงไม่อาจ “เป็น”(อัตตา)อะไรๆได้จริง  จึงเรียกว่า“สุญโญ” ว่าง...อยู่แล้ว  ไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว นี้แหละคือความหมายที่ใกล้เคียงที่สุดของ “อนัตตา”

       ธาตุทุกธาตุ ,  ขันธ์ทุกขันธ์ ไม่เคยย้อนกลับมา “กำหนด” ตัวมันเอง โดยธรรมแล้ว มันไม่ได้พยายามจะเป็นตัวมันเอง เช่น รู้ไม่ได้พยายามจะเป็นรู้  เห็นไม่ได้พยายามจะเป็นเห็น คิดไม่ได้พยายามจะเป็นคิด  (เพราะมันก็เป็น(โดยสมมติ)ของมันเองอยู่แล้ว)  ขันธ์จะเป็นขันธ์  ที่รู้สึกเป็นจริงเป็นจังขึ้นทันที หากมีเจตนาหรือจงใจ ตั้งใจไปกำหนด,  เพ่ง, จ้อง,  ตั้ง,  ต้อง เมื่อไม่ต้อง ไม่ตั้ง ไม่กำหนด จด จ้องจริงจัง  ขันธ์ก็ไม่ใช่ขันธ์ทันทีคือ หมดความหมายแห่งความเป็น (อัตตา)ทันที  เรียกว่าไม่หลงความเป็น...(อัตตา)โดยสมมติ  ให้ต้องดิ้นรน เร่าร้อนกันต่อไป ตรงต่อสัจจะเดิมของธาตุขันธ์ทันที  นิโรธ – ดับอยู่เองแล้วทันที  ไม่ใช่รอข้างหน้า  ดังนั้นจึงให้เข้าใจ(แม้จะเป็นเพียงแค่ความจำหรือสัญญา)ไว้ก่อนว่าทุกอย่าง   จบที่ไม่ต้อง ไม่ตั้ง  นั่นเอง

                      เรียกว่าจบเองอยู่แล้ว   ไม่ใช่ “เรา”จบ  แต่ จบ “เรา”ซะที

          มันดับโดยปราศจากเงื่อนไขอยู่แล้ว
มันว่างอยู่แล้ว มันวางกันเองโดยไร้เงื่อนไข, ข้อแม้อยู่แล้ว
             ทุกสภาวะคือไม่ใช่สิ่งยึดติด แม้แต่ตัวมันเอง การไม่ยึดก็คือ “ปล่อย”ซึ่งมันก็ปล่อยกันเองอยู่แล้ว เพียงแต่ “ใจ”ของเราให้ตรงต่อความเป็นจริงนี้(ที่ ไม่...อยู่แล้ว)ให้ดีๆ  เมื่อไม่จงใจหรือเจตนาที่จะ“สนใจ”  รู้ – ดู – เห็น – เอา – เฝ้า – แช่ – จม – งม – สาระวน...มันก็ตรงต่อสิ่งไร้ความหมาย  ไม่ใช่ความเป็น   หลุดอยู่เอง  วางอยู่เองแล้วโดยเนื้อหาทันที  เรา “ไม่ต้อง” หลงไปทำการปล่อย  “ไม่ต้อง” ไปหลงทำการ “ละ”อะไรๆให้วุ่นวายไปซะเอง

ดังนั้น การที่เราไปคอย “สนใจ”สภาวะ  ไม่ว่าจะแง่มุมใดก็ตาม มันก็คือ การหลงให้ความหมายกับสภาวะนั้นไปโดยปริยาย    ซึ่งมันขัดแย้งต่อความเป็นจริง  ท่านจึงกล่าวเตือนไว้ ว่า “อย่าไปสอดรู้ สอดเห็น  อย่าไปซอกแซกหาเรื่องรู้  ซอกแซกหาเรื่องดู ทั้งข้างนอก – ข้างใน”  ที่ท่านใช้คำว่า “เสือก” หรือ “สะเออะ” หรือ “ล้ำเส้น” เพื่อสะท้อนการไปหลงทำสภาวะรู้  ดู  เห็น คอยรู้ ดู เห็นขึ้น แล้วมีผล(เสีย)อื่น ๆ ก่อเกิดขึ้นมา  เมื่อพิจารณาดูแล้วก็เห็นจริงตามนั้น

             ขอให้เข้าใจว่า เป็นแค่การหยิบยืมภาษามาใช้ สะท้อนตัณหา  อุปาทานของผู้คนเท่านั้น  มิใช่ ความหยาบคาย    เช่นคำว่า เสือกหรือ สะเออะ ก็หมายถึง ส่วนเกิน ที่แส่หาเรื่องทุกข์ร้อนไปซะเอง  มิได้มีสาระแก่นสารใดๆที่จะเอา  จะยึดไว้ได้จริง ๆกับการซอกแซกรู้ ดู เห็นนั้นๆ เรียกว่า เป็นการหาเรื่องทุกข์ๆไปซะเอง

การสนใจ มีอยู่ 2 นัย
    • นัย 1 คือ เผลอสนใจ
      • สนใจเพราะเคยชิน เป็นความสนใจที่เป็นผลของความคุ้นชินเดิม ๆ ที่เคยทำมา
      • ความสนใจประเภทนี้ บังคับไม่ได้ห้ามไม่ได้ เป็นของเก่า
      • เมื่อรู้ว่าเผลอไปสนใจแล้ว ก็ให้สรุปไปเลยว่าเป็นของเก่า แล้วแล้วไปทันทีแบบไม่ลังเล  อย่าไปหลงตอกย้ำมันอีก  มันจะค่อย ๆ จบไปเอง
    • นัย 2 คือ หลงสนใจ   เพราะมี ความตั้งใจ (ด้วยความไม่รู้(อวิชชา) สัจธรรม) เป็นทุนเดิมที่จะก่อเกิดความความจงใจทางใจ  ที่เรียกว่าความสนใจ  จัดเป็นการเกิดกรรม(ภพ) หรืองานทางใจชนิดหนึ่ง(มโนสัญเจตนากรรม  = มโนสัญเจตนาหาร) ทำให้เกิด(ภพ) ตัวรู้  ตัวดูขึ้น ความสนใจประเภทนี้เกิดจากอวิชชา – ตัณหาอุปาทาน  ผลักดันให้ปรุงแต่งสภาวะ(สังขาร)นี้ขึ้น  หลงทำให้เกิด ของใหม่   และหลงตอกย้ำกรรมอนุสัยเดิมๆ
    การไม่สนใจ(เพราะด้วยความเข้าใจ-มีสัมมาทิฐิรองรับ) ก็คือ ไม่หลงไปตอกย้ำของเก่า และไม่หลงปรุงของใหม่ อันเป็นจุดเริ่มต้นของวิญญาณ (วิญญาณาหาร) ให้ไปกระทบ(รู้)สัมผัส (ผัสสะ=ผัสสาหาร)  ก่อเกิดเป็นความหมาย  ความเห็น  ความรู้  ความเข้าใจ ทิฐิ  และมานะ  เกิดการแบ่งแยก แตกต่าง เวทนาการต่าง ๆที่ตามมา จะจัดจ้าน หรือเบาบางขนาดไหนก็แล้วแต่ความเข้มข้นของความหลงต้อง   หลงตั้ง  เพราะหลงสนใจ(รู้)นั่นเอง

    No comments:

    Post a Comment