Tuesday, February 12, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#14

  • หน้าตา เนื้อหาของกิเลสเมื่อเกิดขึ้น  ไม่ว่าจะแสดงออกมาอยู่ในรูปแบบไหนก็ตาม จะมีผลให้จิตใจ มีการ  Focus เกิดขึ้น เรียกว่า จิตหุบ (สูญเสียความเบิกบาน) คือเกิดมีขอบเขต , ขาดอิสระ ,หนัก – ตึง  มีการเกาะ ยึด  ขึ้นกับ degree ของการ Focus ตามแรงยึด แรงอยาก  ซึ่งจะตรงข้ามกับคุณสมบัติเดิมของจิตใจ เดิมแท้ คือ
    • ไม่ต้องการที่อยู่ ที่เกาะยึด
    • ไม่มีขอบเขต – ไร้ขอบเขต
  • เบา ไม่มีน้ำหนัก
    • โปร่ง โล่ง โพล่ง
    • ไม่มีอะไร - ไม่ต้องการอะไร
    • อิสระ
    • ไม่ยึดแม้ตัวมันเอง 
                “ จิตไม่ใช่พยายามจะเป็นจิต     มันไม่กำหนดตัวมันเองอยู่แล้ว”
จิตใจแบบนี้ทุกคนมีอยู่แล้วไม่ยกเว้น แต่เพราะเราไม่รู้ ไม่เข้าใจ จึงดิ้นรน วุ่นวายไปกับการหลงทำใจหรือหลงพาใจไปทำ

                พวกนึงก็ไหลตาม เพลิน จม...ขันธ์ คือ กามสุขัลลิกานุโยค

พวกนึงก็ฝืน งม หา คอย เฝ้า แก้ไข ปรับ ปรุง แต่ง ต่อ เติม...ขันธ์ คือ อัตตกิลมถานุโยค

เพียงแต่ “ใจ”ของเราสำนึก(ซาบซึ้ง-ประจักษ์ชัด-แจ่มแจ้ง)ต่อความเป็นจริงของทุกสรรพสิ่ง  การเลิกหลงยึด – หลงอยาก จะเป็นไปเอง เป็นการปล่อยวางโดยปริยาย   ตรงต่อสัจธรรมอยู่แล้วทันที ปล่อยให้ทุกอย่าง ดำเนินไปตามธรรมชาติของเขา

           เริ่มที่ สัมมาทิฐิ คือ ความเห็นชอบ ความเห็นตรง ไม่ใช่ตรงต่อคำสอน ตรงต่อตำรา แต่จริง ๆ แล้วคือ ตรงต่อเนื้อหาของสัจธรรม หรือความเป็นจริงของทุกสรรพสิ่ง ที่ว่า

      อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง โดยทั่วไปมักจะแปลจบอยู่แค่นี้ แต่เนื้อหาแท้ ๆ ของความไม่เที่ยง คืออย่างไรหรือ? เนื้อหาที่แท้จริงของความไม่เที่ยง คือ
    • ไม่ยึดติดตัวมันเอง...อยู่แล้ว
    • หลุดกันเอง...อยู่แล้ว
    • ปล่อยกันเอง...อยู่แล้ว
    • วางกันเอง...อยู่แล้ว
ความไม่เที่ยง หรือ อนิจจัง นี้ ไม่ได้เกิดจากเหตุ – ปัจจัย , ไม่เกิดจากเจตนา หรือจงใจทำขึ้น เรียกว่า  ไม่เนื่องด้วยเจตนากรรม นั่นเอง

              ความไม่เที่ยง จะเรียกว่าเป็นกระแสก็ได้  แต่เป็นกระแสที่ไม่ยึดติดแม้ตัวมันเอง          คือการลุล่วง  ไม่ติด ไม่ขัด ไม่ข้อง ไม่คา เรียกว่า ไม่ขังทุกข์  ทุกข์ก็ดับกันเองอยู่แล้วอย่างทุกข์

ถ้ามันยึดติดตัวมันเองได้จริง มันจะกลายเป็นสิ่งที่จะเที่ยงแท้ถาวร เป็นตัวตน สัตว์บุคคล เรา เขา จริง ๆ แต่ความจริงมิได้เป็นเช่นนั้น    ที่มันไม่เที่ยง เพราะมันไม่ยึดติดตัวมันเอง(อยู่แล้ว) แล้วเราจะไปปฏิบัติทำอะไร เพื่ออะไร ลองตรองดูหน่อยซิว่า มันตรงต่อสัจธรรม หรือเปล่า     อะไรกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังให้เกิดการปฏิบัติทำนั้นๆ  ใครจะทำอะไรได้จริงๆบ้าง  ทำอะไรไม่ได้เลย  ถ้าได้ก็ได้เพียงรู้ หรือระลึกรู้เท่านั้นจริงๆ(แถมที่ว่า “รู้” หรือระลึกรู้นั้นก็ทำขึ้นไม่ได้จริงอีกต่างหาก-แค่เหมือนจะได้)  ทุกข์ก็พ้นทุกข์ด้วยตัวของมันเอง ,ทุกข์ก็หลุด - ดับกันเองอย่างทุกข์ อย่าเข้าไปยุ่ง หรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับการเกิด - การพ้น - การหลุด - การดับของทุกข์เองเลย

เราจะดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับสิ่งที่ไม่ยึดติดกันเอง  ปล่อยวางกันเอง  หลุดกันเองอยู่แล้ว นี้อย่างไร ? จึงจะตรงกับเนื้อหาของสัจธรรม ที่เป็นสิ่งลุล่วง  ไม่ติดขัดข้องคากันอยู่เองแล้ว  เพราะมันหมายถึงการไม่ทุกข์ คือไม่ขังทุกข์  ให้ทุกข์ลุล่วงผ่านเลย  แล้วแล้วไปด้วยตัวของมันเอง

         ให้เราเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ซาบซึ้งไว้เลยว่า เมื่อไหร่ก็ตาม ที่การดำเนินชีวิตทั้งภายนอก-ภายใน ไปขัดแย้งหรือไม่ตรงกับความเป็นจริง (สัจธรรม)แล้ว  ความทุกข์จะติดตามไปตลอดชีวิต และอีกทุกภพ ทุกชาติ
     
          อย่างไรจึงเรียกว่า ดำเนินชีวิตที่ขัดแย้งต่อความเป็นจริงหรือ?  มันคือ หลงยึด หลงอยาก หลงเอา เกาะ ๆ   แกะ ๆ เข้า ๆ  ออก ๆ  บาน ๆ   หุบ ๆ   ฟู ๆ   แฟบ ๆ แสดงออกมาอยู่ในรูป จะ จ้อง ต้อง ตั้ง   เหล่านี้แหละรับประกันได้เลยว่าทุกข์แน่ (ขังทุกข์)

เพราะเมื่อความจริง โดยสัจจะแล้ว  ทุกอย่าง (ทั้งกิเลสและธรรมะ) หลุดอยู่แล้ว ไม่มีสิ่งใดที่เป็นการยึดติดที่จริงแท้ จะไปยึดอะไรได้จริง จะไปเอาอะไรได้จริง

ที่ได้จริง คือ ได้แค่หลงไปเท่านั้น และแม้แต่ความหลง ความอยาก ความยึด ก็ยัง หลุดหรือปล่อยกันเอง อยู่แล้วเลย  จึงไม่ต้องหลงไปหาวิธีกำจัดสิ่งเหล่านี้แต่อย่างใด เอาไป เอามา ความอยาก ความยึด ก็เป็นแค่ความเคยชิน ความคุ้นเคย ที่เป็นเพียงมายากรรม  อันเป็นผลที่ได้เคยหลงยึด หลงอยาก หลงทำ หลงปรุง จนกลายเป็นนิสัย หรืออุปนิสัย ที่เรียกว่า พฤติกรรม, จริต,  บุคลิก   ที่แท้ก็คือ การหลง “ทำ” ซ้ำๆๆๆๆ... เริ่มจาก มโนกรรม, วจีกรรม,  กายกรรม

     ตัวมโนกรรมนี้แหละที่ผิดธรรมเพราะโดยธรรม “มโน” ไม่มีกรรม  แต่หลงไปทำกรรมซ้อน “มโน”   ก็เลยเป็นมโนมีกรรม   เหตุที่ทำให้ “มโน” ทำกรรมก็เพราะความหลง ความไม่รู้เรื่องของสัจธรรม  เมื่อมโนมีกรรมก็ต้องมีวิบากตามมาให้มโนต้องเสวยความลำบาก นั่นคือ ความทุกข์ใจ  ความหนักใจ(ใจหนัก)   เมื่อใจทุกข์ ก็อยากออกจากทุกข์ แต่ด้วยความหลง และความไม่รู้สัจธรรมก็เลยถูก ตัณหา – อุปาทาน หลอกเอา เบื้องต้น ถูกหลอกว่ามีเรา แล้วยังหลอกให้ปฏิบัติ หลอกให้สนใจ  หลงสร้างขั้นตอน เทคนิค อุบายต่าง ๆ  คอยจะ คอยจ้อง ต้อง ตั้ง ตามรู้ ตามดู เป็นต้น  ก่อเกิดความเป็น...  เวทนา สัญญา สังขาร  ก่อเกิดเป็นความเห็น (ทิฐิ)  ความหมาย

หลุดอยู่แล้ว วางอยู่เองแล้ว จะไปทำการหลุด ทำการวาง   ซ้อนลงไปอีกได้อย่างไร เพราะมันผิดธรรม เมื่อผิดธรรมก็ เกิด...,   เป็น......,และทุกข์ทิ้งไปเท่านั้นเอง

No comments:

Post a Comment