Tuesday, February 26, 2013

คุยข้างเดียว#13 เที่ยววัดร่มโพธิธรรม ภาคพิสดาร

ผมกลับจากวัดร่มโพธิธรรมมาได้สักพักหนึ่งแล้ว กว่าจะได้มานั่งเขียน คุยข้างเดียว#13 ก็ปาเข้าไปหลายวันครับ มาว่ากันเลยดีกว่า

ทริปนี้ผมเดินทางไปวัดร่มโพธิธรรมคนเดียว โดยไปกับรถ ป.1 ภูกระดึงทัวร์ รอบ 21.10 ของคืนวันที่ 7 ธ.ค.55 ซึ่งเป็นคืนที่ผู้คนมากมายเดินทางออกเที่ยวต่างจังหวัด เนื่องจากเป็นวันหยุดยาวติดต่อกัน 3 วัน คือ 8-9-10 ธ.ค. ซึ่งจริงๆแล้วก่อนหน้านี้ ผมเองไม่ได้วางแผนว่าจะไปวัดเลยครับ เพียงแต่อยู่ดีๆ แฟนก็ถามว่าถ้าอยากจะไปวัดก็ไปได้นะ จริงๆแล้วเขาจะให้ไป 5 วันครับ แต่ผมก็ไม่รู้จะไปทำไมนานๆ ก็เลยดูปฏิทิน กาหมายหัวเอาไว้แค่ 3 วันดังที่กล่าวไปแล้ว เสร็จก็จองตั๋วรถล่วงหน้าก่อน 1 สัปดาห์ ซึ่งปกติผมจะขึ้นแอร์เมืองเลย แต่รอบนี้แอร์เมืองเลยเต็มก็เลยต้องลองของใหม่สักหน่อย สรุปว่ารถของภูกระดึงทัวร์ก็โอเคนะครับ เพียงแต่รอบวิ่งจะน้อยกว่าแอร์เมืองเลยเท่านั้นเอง เอาไว้เผื่อฉุกเฉินก็โอเค

ผมเดินทางถึงหน้าวัดเวลา 5.20 น. โดยรถทัวร์จอดให้ลงหน้าวัด แถมพนังงานต้อนรับยังบอกด้วยว่า ถ้าไม่มีรถมารับ ก็ต้องเดินเท้าเข้าวัดไปอีก 2 กม....ฮั่นแน่ะ ผมยังไม่รู้ระยะทางเข้าวัดเลย อิอิ

ผมยืนรอตรงธรรมจักรหน้าวัดอยู่สักพักหลังจากโทรเข้าไปหาหลวงพี่เก๋ที่นัดกันไว้ล่วงหน้า หลวงพี่เก๋ก็ขับกระบะมารับเข้าวัดไปยังที่พัก รอบนี้ผมนอนที่ห้องสมุดครับ พอเก็บของทานกาแฟรองท้องได้ไม่นาน แม่ชีหนิงท่านก็พาไปกราบหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะทันที เนื้อหาในการสนทนาส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเกียวกับศาสตร์แห่งการโปรดสัตว์ โดยท่านให้นำพาผู้คนและจิตญาณทั้งหลายประกาศสละ ประกาศถอนความยึดติดทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นวิชชา อวิชชา ห่วงหรือพันธนาการทั้งหลาย เพื่อคลี่คลายกรรมของสรรพสัตว์ให้เร็วขึ้น นอกจากการขอขมากรรม เรียกว่าถอนรากถอนเชื้อกับเลยทีเดียว เพราะการขอขมากรรมแม้ว่าจะสามารถช่วยคลี่คลายกรรมเก่าได้ก็จริง แต่เชื้อกรรมอนุสัย และเชื้อกรรมเก่าๆที่ยังตกค้างอยู่มันยังเหนี่ยวนำก่อให้เกิดกรรมใหม่ๆขึ้นมาอีกเรื่อยๆ เปรียบเหมือนขอขมากรรมรักษาโรคแล้ว แต่เชื้อโรคต้นตอยังอยู่ก็ต้องประกาศสละทิ้งเสีย ล้างให้หมด อีกทั้งยังเป็นการปิดอบายภูมิไปด้วยในคราวเดียวกัน เพราะบางทีเราอยู่กับโลกมากๆ มันก็มีการกระทบกระทั่งกันได้ง่ายๆ ก่อกรรมกันได้ง่ายๆ

นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องของการโปรดเจ้ากรรมนายเวรที่เพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งจะเขียนแยกออกมาเป็นบทความต่างหากอีกทีหนึ่งอย่างละเอียด ส่วนเนื้อหาการสนทนาที่เหลือ ก็จะเป็นเรื่องอจิณไตยที่ผมได้สัมผัสผ่านทางญาณวิถีและนิมิตรมาตลอดหลายเดือนนับตั้งแต่กลางปี 55 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นญาณวิถีของมารที่แทรกลงมาผ่านผู้คนมากมาย ทำให้ปั่นป่วนกันไปหมด และมีคำถามหนึ่งที่มีญาติธรรมถามว่า ทำไมผมถึงอธิบายสัจธรรมได้ละเอียดและพิสดารแบบที่เห็นในเว็บ ซึ่งอันนี้ผมไม่รู้จริงๆ เข้าใจว่าเป็นเรื่องบามี แต่ก็ไม่แน่ใจ จึงถามคำถามนี้กับหลวงพ่อฯ ท่านว่า ผู้ที่แจ้งตรงต่อสัจธรรมแล้วไม่ได้เข้าใจกลไกของจิต กลไกของตัณหาอุปาทาน และสังสารวัฏอย่างลึกซึ้งเหมือนกันหมดครับ สิ่งเหล่านี้เป็นเนื้อหาบารมีเฉพาะตนในการดปรดสัตว์จริงๆ ไม่ใช่ทุกคนจะมีได้ ผู้ที่ไม่มีสิ่งนี้ก็สามารถดับเฉพาะตนได้ แต่จะไม่สามารถอธิบายล้างแง่มุมของสรรพสัตว์ได้ (เดี๋ยวจะไปว่ากันด้วยเรื่องบารมีแยกต่างหากอีกตอน ขืนเล่าหมดในตอนเดียว เดี๋ยวไม่มีงานทำ..ฮา)

สรุปว่าเช้านั้นพวกเราสนทนากับท่านจนท่านไม่ได้ลงเทศน์ตอนเช้าครับ สนทนากับท่านไปเกือบชั่วโมงครึ่ง รู้ตัวอีกทีผมถามหลวงพ่อว่า ไม่ลงเทศน์เหรอครับ ท่านก็บอกว่าเขากินข้าวช้าวกันหมดแล้ว(ฮา...อโหสิๆๆ) ว่าแล้วก็กราบลาหลวงพ่อไปที่พัก กินข้าวเช้าเสร็จก็ช่วยแม่ชีหนิงท่านเตรียมดิน และหว่านเมล็ดพันธุ์ผักที่ผมนำไปจากบ้าน กว่าจะเสร็จก็ได้เตรียมข้าวกลางวันกินพอดี

เสร็จจากข้าวกลางวันแล้ว เราก็ยกขบวนพากันไปดูที่ตินฝั่งตรงข้ามวัดซึ่งญาติธรรมหลายท่านซื้อเอาไว้ ที่สวยดีครับ แต่แพงไปหน่อยสำหรับคนไม่มีเงินอย่างผม อิอิ ก็ใครชวนไปซื้อที่แถววัดผมก็ตอบเหมือนกันหมด ไปอยู่ใกล้ๆวัด ไปอยู่วัดไม่ดีกว่าเหรอ(ฮา)

เอาเป็นว่าที่ดินนี่ปล่อยให้เป็นไปตามบารมีจัดสรรดีกว่า รีบร้อนเดี๋ยวมารแทรกเอาได้ อิอิ

พอดูที่เสร็จ กลับมาถึงวัด แทนที่ผมจะอาบน้ำอาบท่า ไม่ครับ ผมก็ยืมจักรยานไฟฟ้าของแม่ชีหนิงไปขี่ร่อน เยี่ยมคนโน้นคนนี้ทีให้หายคิดถึง ก็นานๆมาทีนี่เนอะ เอาซะหน่อย โดยวิ่งไปแถวๆใกล้ที่พักก่อน

วิ่งไปหาพี่แหวว พอไม่เจอ ก็เลยโทรหาน้องเอ็ม แล้วก็ร่อนไปที่กุฏิพระ เจอน้องเอ็มและน้องตุ้ยนั่งอยู่ด้วย ก็เลยได้สนทนากันพักใหญ่ ก่อนจะลาออกมา พระท่านก็ขอขมากรรมกับผม ผมก็ไม่รุ้นะว่าท่านเคยล่วงเกินผมตอนไหนเพราะไม่เคยได้คุยกันจริงๆ แต่ขณะที่ท่านเอ่ยคำขอขมากรรมนั้น ผมสัมผัสองค์คุณเบื้องสูงที่มาเป็นประธานในการขอขมากรรมได้อย่างชัดเจน พอขอขมากรรมเสร็จก็นึกแปลกใจว่า ทำไมอยู่ๆก็ได้มาปลดล็อคกรรมซึ่งกันและกันแบบบังเอิญ คืออยู่ๆผมก็มาที่กุฎินี้แบบไม่ได้ตั้งใจ ทั้งๆที่กุฎิพระที่วัดมีเยอะแยะมากมาย

ผมออกจากกุฏิพระแล้วก็ขี่จักรยานกลับที่พัก เพราะรู้สึกเริ่มล้าแล้ว คือตอนนที่นั่งรถขาไปนั้น นอนไม่ค่อยหลับ พอถึงวัดก็ไม่ได้พักเลย อาบน้ำก็ไม่ได้อาบ พอถึงที่พัก แม่ชีหนิงก็แนะนำให้เจอคุณทอดด์ ซึ่งเป็นฝรั่งแคนาดาที่เคยมาบวชที่วัด และตอนนี้ก็มาอยู่ที่วัดถึง 4 เดือน เห็นว่าจะกลับประเทศช่วงกุมภาพันธ์ปีหน้า ก็ได้คุยกันว่าเราน่าจะทำเนื้อหาส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษกัน เพราะก่อนหน้านี้ผมก็พยายามทำดูครับ แต่ไม่รอด เนื่องจากทั้งเว็บไซต์ทำเองอยู่คนเดียว แปลบทความเป็นภาษาอังกฤษได้แค่สองตอนก็จอด สงสัยรอบนี้สัจธรรมเปิด ส่งพี่ทอดด์มาช่วยซะงั้น(ฮา)

เราคุยกันอยู่พอสมควร โดยมีแม่ชีหนิงเป็นล่าม จริงๆผมก็พูดภาษาอังกฤษได้ครับ แต่มันห่างไปนาน ก็เลยติดๆขัดๆขึ้นสนิมไปบ้างสำหรับการพูดคุย ในวันแรกกับวันที่สอง ผมจึงไม่ได้คุยกับทอดด์มากนัก พอคุยกันได้ที่แล้ว ผมจึงขอตัวไปอาบน้ำอาบท่าก่อนลงทำวัตรเย็นที่ลานธรรม ว่าจะไปตั้งกล้องถ่ายเทศนาธรรมหลวงพ่อมาฝากแฟนๆเว็บซะหน่อย

เทศนาธรรมในเย็นวันนั้นเริ่มไปก่อนที่ผมจะถึงลานธรรมครับ ผมไปถึงตอนที่หลวงพ่อท่านเทศน์ไปนานแล้ว กะเวลาไม่ถูกเพราะเมื่อก่อนท่านจะลงประมาณทุ่มนึง ผมจึงไม่ได้ตั้งกล้องถ่าย แถมบรรยากาศก็มืดมากๆอีกด้วย เลยนั่งฟังอย่างเดียว จากนั้นก็เดินกลับที่พัก สนทนาเรื่อยเปื่อยจนง่วงได้ที่ ผมจึงขอตัวไปนอนเอาแรงก่อนที่จะเดี้ยงเสียตั้งแต่วันแรก

จริงๆผมมีแผนว่าจะไปล้างพิษตับที่วัดครับ แต่พิจารณาดูจากคำทัดทานแล้วก็ต้องยกเลิกก่อนวันไปนิดนึงเพราะเหตุผลที่ว่า นานๆผมจะไปวัดที มันก็ควรจะเป็นการเชื่อมบารมี ปลดล็อคกรรม และสนทนาธรรมมากกว่าไปทำเพื่อตัวเองน่ะครับ ที่สุดก็เลยไม่ได้ล้างพิษ เพราะถ้าผมล้างพิษตับคงออกไปลุยทำกิจกรรมต่างๆลำบากครับ หมดแรงซะก่อน

เช้าวันที่สอง(9 ธ.ค.)ผมก็รีบตื่นไปทำวัตร ซึ่งผมได้นำปัจจัยที่ญาติธรรมหลายท่านฝากไปทำบุญไปใส่ในกองมหาสังฆทานรวมส่วนที่ผมสมทบเข้าไปด้วยเป็นเงินทั้งหมด 3 พันบาท ก็ขออนุโมทนากับทุกท่านด้วยครับ

เสร็จแล้วผมก็ตั้งกล้อง กะว่าจะถ่ายวิดีโอเทศนาธรรมของหลวงพ่อ ทุกอย่างราบรื่นดีหมดครับ กล้องทำงานปกติจนกระทั่งนาทีที่ 20 กล้องดับเฉยเลย แบตหมดครับ แก้อะไรไม่ได้ แล้วท่านก็เทศน์นานเสียด้วย ผมจึงต้องปล่อยกล้องดับไปอย่างนั้นจนท่านเทศน์เสร็จ สรุปถึงตอนนี้ก็ชวดมาครึ่งทางแล้วล่ะ(ฮา)

หลังจากทานข้าวเช้าในบริเวณลานธรรมเสร็จ ผมก็ได้ไปนั่งคุยที่กุฏิพี่แหวว ญาติธรรมคนสนิทที่เป็นคนชวนผมไปวัดจนกระทั่งเลยเถิดต่อเนื่องมาเป็น rombodhidharma.net ในทุกวันนี้

นั่งคุยไปได้สักพักก็มีญาติธรรมตามมาสมทบอีกหลายคน ก็คุยกันสนุกสนานดีครับ ซึ่งถ้าใครรู้จักผมจริงๆก็จะรู้ว่าผมเป็นคนที่เข้ากับคนง่าย เปิดเผย ไม่มีนอกมีใน(แบบที่เห็นได้จากเนื้อหาบทความนั่นแหละ ตัวจริงก็ไม่แตกต่างเลยครับ) เข้าได้กับทุกคนทุกกลุ่ม(เพราะการที่เราทำงานเป็นตัวกลางน่ะนะ)

ไปวัดรอบนี้อยากจะบอกว่า บรรยากาศที่วัดคลี่คลายมากๆครับ เพราะความแบ่งหมู่แบ่งเหล่าที่เคยสัมผัสได้ในสมัยก่อนมันหายไปเยอะจริงๆ นี่คืออานุภาพของการประกาศสละและถอดถอนที่หลวงพ่อท่านนำมาสังคายนากรรมในช่วงหลังๆครับ กรรมใดๆที่เคยปิดกั้นปิดบังต่อกัน ก่อให้เกิดการกินแหนงแคลงใจกัน จึงมลายหายไป กลายเป็นสามัคคีธรรมขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ หลังจากที่คุยกับพี่แหววและพี่ๆหลายท่านพอสมควร ก็มีรถมารับผมไปเที่ยวที่คุนหมิงพร้อมๆกับญาติธรรมท่านอื่น ซึ่งไม่ไกลจากวัดนัก คุณหมิงเป็นดงภูเขาหินสวยแปลกตาเหมือนภาพเขียนจีน แต่วันที่ไปนี่คนค่อนข้างเยอะครับ พลุกพล่านน่าดูชม แต่เราก็ไม่ได้เดินขึ้นไปดูอะไรครับ เพราะต้องใช้เวลาเดินเกือบครึ่งวัน พวกเราก็ไปกินข้าว เสร็จก็ถ่ายรูปแถวๆด้านหน้าทางเข้าคุนหมิง แล้วก็ไปโปรดจิตญาณวัดแถวๆนั้น เราก็ไปนั่งในถ้ำนำพาจิตญาณทั้งหลายขอขมากรรม โดยมีพระอาจารย์หนูเป็นคนกล่าวนำและเป็นประธานในการขอขมากรรม เสร็จจากนั้นก็กลับวัดครับ

กลับมาที่วัดผมก็ยืมจักรยานไฟฟ้าขี่ออกไปเยี่ยมเยียนพระอาจารย์วิสิษฐ์ที่เป็นผู้ประสานงานในการทำซีดีหลวงพ่อทุกชุด การไปวัดรอบนี้ผมได้นำดีวีดีชุดที่หลวงพ่อท่านเทศน์ที่สวนผึ้งฉบับปรับปรุงเสียงแล้วไปแจกที่วัดเกือบๆ 50 แผ่น หนักกระเป๋าใช้ได้ ผมได้มอบต้นฉบับที่ปรับปรุงเสียงแล้วส่วนหนึ่งให้พระอาจารย์วิสิษฐ์เอาไว้เป็นต้นฉบับในการทำสำเนาแจกกับญาติโยมต่อไป

เย็นวันนั้น ผมก็ไปตั้งกล้องจะถ่ายหลวงพ่อเหมือนเดิม คราวนี้กล้องชาร์ตแบตเต็มแล้วไม่น่าพลาด ก็ไปตั้งกล้อง พอหลวงพ่อมาเท่านั้นล่ะครับ กล้องแฮงค์เฉยเลย แก้ก็ไม่ได้ ผมก็ปล่อยเลยตามเลย เป็นอะไรที่ตลกไม่ออกและอัศจรรย์ใจจริงๆ

คืนวันที่สองนี้ ผมเข้านอนเร็วครับ เพราะอาการอดนอนสะสมเริ่มส่งผลแล้ว

เช้าวันสุดท้าย (10 ธ.ค.) ผมรีบตื่นแต่เช้า อาบน้ำและไปลานธรรมอย่างรวดเร็ว ไปตั้งกล้องรอหลวงพ่อ แถมรอบนี้อธิษฐานบอกหลวงพ่อก่อนว่าจะขอถ่ายวิดีโอด้วยกันเหนียว เพราะพลาดมาสามหนรวด แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย สรุปการถ่ายทำเป็นไปด้วยดีจนจบ แต่...เช้านี้หลวงพ่อท่าน เอ่อ....ไม่ได้พูดอะไรสักคำ(ฮา) ซึ่งเป็นอะไรที่สุดยอดมากครับ เพราะในขณะที่ท่านนิ่งเงียบนั้น ท่านนิ่งจริง แต่ในความสงบนั้นภายในมันก็เกิดความคิดปรุงแต่งขึ้นมามากมาย ถ้าเป็นบางท่านคงพยายามที่จะไปดับสภาวะการปรุงแต่งทั้งหลายเหล่านั้น แต่การดับจริงๆมันไม่ใช่ไปดับสภาวะที่ฟุ้งขึ้นมาครับ แต่ปล่อยให้สภาวะมันเป็นไปของมันเอง แล้วนั่นแหละ ตัวตนที่ซ้อนลงไปในการปรุงแต่ง ความฟุ้งซ่านทั้งหลายก็จะดับลงไปเอง ไม่ใช่ไปดับที่สภาวะ การปรุงแต่งมันก็ทำงานไปตามอัตโนมัติของธาตุขันธ์เอง โดยที่ไม่มีเราเข้าไปเกี่ยวข้องแม้แต่นิดเดียว ระหว่างที่หลวงพ่อท่านนิ่งเงียบนั้น ก็มีธรรมกลั่นกรองขึ้นมาเรื่องหนึ่ง เดี๋ยวเอาไว้จะมาเขียนให้อ่านกัน เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมจักรครับ

วันสุดท้ายนี้ผมไม่ได้ไปไหนครับ อยู่วัด หมดแรงแล้ว หลังจากทานข้าวเช้าเสร็จ ผม แม่ชีหนิง ทอดด์ น้องเอ็ม ก็ได้ไปนั่งประชุมขัดเกลาบทขอขมากรรมเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษอันใหม่ที่เน้นไปที่ความเข้าใจในเนื้อหาและลดทอนศัพท์เฉพาะลง เพื่อที่บทขอขมากรรมฉบับนี้จะได้เป็น ฉบับสากลอย่างแท้จริง สามารถใช้ได้กับทุกศาสนา นอกจากบทขอขมากรรม เดี๋ยวอีกสักพักเราก็จะมีส่วนของ FAQ หรือแปลว่าคำถามที่ถามกันบ่อยเช่น จะเดินทางมาวัดได้อย่างไร ที่วัดสอนอะไรบ้าง ฯลฯ โดยเนื้อหาทั้งหมดจะเป็นภาษาอังกฤษแล้วทยอยขึ้นเว็บไซต์ให้เป็นประโยชน์แก่ชาวต่างชาติครับ(หวังว่าคณะทำงานจะไม่ล่มซะก่อน...ฮา)

วันนี้ผมได้คุยกับเฮียทอดด์มากขึ้นครับ ส่วนใหญ่ผมก็จะอธิบายข้อธรรมทั้งหลายเรื่อง สุญญตา อริยสัจสี่ การปฏิบัติ ตัวปฏิบัติ อัตตา อริยมรรค ซึ่งพอคุยไปได้สักพัก ทอดด์ก็ถามกลับว่า ยูคิดเป็นภาพ(visualization) หรือเปล่า ผมก็บอกว่าใช่ครับ ผมเป็นมนุษย์ที่คิดเห็นเป็นภาพมาตั้งแต่เด็กแล้ว เนื่องจากเมื่อก่อนอ่านหนังสือการ์ตูนเยอะมาก พอคิดเห็นเป็นภาพ อะไรๆมันก็ชัดเจนเวลาอธิบายให้คนอื่นฟัง ถ้าสังเกตดีๆบทความที่เขียนก็จะเป็นประมาณนี้ครับ อ่านแล้วไม่ต้องจินตนาการต่อเลย จบตรงนั้นทันที คุยกับทอดด์แล้วจุดประกายครับ ว่าแล้วก็อาจจะมี ultimate truth for dummie ขึ้นมาอีกสักซีรี่ย์หนึ่ง อธิบายแบบง่ายๆล่ะ ให้มันหลุดพ้นไปจากสมมติบัญญัติยากๆที่ใช้กันอยู่ซะเลย...เอ สงสัยงานยังเยอะไม่พอ (ฮา)

พอช่วงบ่ายๆ ผมกับญาติธรรมส่วนหนึ่งที่เตรียมตัวจะกลับบ้าน ก็พากันไปกราบลาหลวงพ่อ แต่ท่านไม่อยู่ที่กุฎิ พอหันหัวรถจะกลับได้นิดเดียว น้องเอ็มคนขับก็ถามผมว่าจะไปเยี่ยมที่เรื่อนพักที่ตั้งอยู่ตรงบริเวณบ้านพี่โชคอำนวยหรือเปล่า ผมจึงตอบตกลง ทีแรกนึกว่าจะไม่ได้กราบลาหลวงพ่อแล้วครับ แต่ไม่บังเอิญก็เหมือนบังเอิญ ผมกับน้องเอ็มได้ไปเจอหลวงพ่อที่บ้านพี่โชคอำนวยซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดพอดิบพอดี ก็เลยได้กราบลาท่าน หลังจากสนทนากันได้สักพักหนึ่ง ท่านจึงกลับวัด ไม่นานนักน้องเอ็มก็ขับพาผมกลับเข้าวัดเพื่อเก็บของ ซึ่งวันกลับนี้ผมก็แทบไม่ได้ลาใครตามธรรมเนียมครับ เพราะรู้จักคนเยอะ แถมเวลาน้อย นอกจากนี้ยังไม่ได้ไปทักทายกับญาติธรรมบางท่านด้วย รีบมากๆ

พอเข้ามาที่วัดน้องเอ็มจึงชวนไปหาแม่ชีท่านหนึ่ง แต่ไม่เจอตัวครับ ก็เลยไปเก็บของ เสร็จแล้วก็มารอแม่ชีท่านนี้ตรงหน้ากุฎิหลวงพ่อ พอเจอท่าน ท่านก็พาขึ้นไปขอขมากรรมกับหลวงพ่อบนกุฎิ ซึ่งแม่ชีท่านนี้มีญาณวิถีล่วงรู้ว่าเราติดขัดอะไร พอเข้าไปกราบหลวงพ่อ ในขณะที่ท่านกำลังเทศน์โปรดลูกศิษย์ลูกหาอยู่ ท่านก็พูดถึงเรื่องการโปรดสัตว์ที่หลายๆครั้งเราเผยแพร่สัจธรรมออกไปแล้วเจ้ากรรมนายเวรและวิบากกรรมของผู้ฟังผู้อ่านโยกย้ายถ่ายโอนมาอยู่กับเรา(ท่านใช้คำว่า "วิบากกรรมทั้งหลายมากองข้างๆเรา") แล้วเราไม่ได้โปรดเขา เขาก็จะเริ่มหาวิธีทวง อย่างเช่นการสร้างปัญหาให้เราเหมือนการสะกิด ทำให้ติดขัดข้องคาในธาตุขันธ์

ท่านก็ให้เรานำขอขมากรรมและบอกให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายได้มีส่วนร่วมในการโปรดสัตว์ ได้มีส่วนร่วมในอธิวาสนาและการโปรดสัตว์ตลอดกาลนาน ทั้งนี้เพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรเปลี่ยนจากการทวงกรรมมาร่วมกันโปรดสัตว์ กรรมก็จะคลี่คลายไปด้วยกันทั้งระบบ พอสนทนาเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อท่านก็ให้แม่ชีที่นำพวกผมเข้าไปกราบท่าน นำขอขมากรรม ซึ่งแปลกมากตรงที่พอแม่ชีท่านนำขอขมากรรมแล้วมันก็คลี่คลาย เพราะแม่ชีท่านล่วงรู้โดยญาณวิถีอย่างละเอียดในความติดขัดข้องคา แม้ผมเองไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองติดขัดอะไร แต่จากที่หลวงพ่อท่านสอนการโปรดเจ้ากรรมนายเวรและคลี่คลายวิบากกรรม ประกอบกับที่แม่ชีนำขอขมากรรมแบบละเอียดจึงรู้ว่า บางทีมันการเผยแพร่การสัมผัสสัมพันธ์กับผู้คนก็ไปสร้างกรรมใหม่ๆโดยอนุสัยของเราเหมือนกัน ทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

ซึ่งหลังจากขอขมากรรมจบแล้วก็ได้เวลาทำวัตรเย็น แต่ผมไม่ได้เข้าลานธรรมครับ ผมตรงดิ่งไปอาบน้ำรีบเก็บของเตรียมตัวกลับกทม.อย่างฉุกละหุก

ก่อนขึ้นรถ น้องเอ็มก็พาแวะไปทานข้าวที่คุณแม่น้องเอ็มเตรียมเอาไว้ให้ แล้วก็หยาดน้ำในบริเวณที่พักให้จิตญาณทั้งหลายได้คลี่คลาย ก่อนที่น้องเอ็มจะขับรถส่งผมขึ้นรถทัวร์และกลับถึงกทม.โดยสวัสดิภาพ ในเช้าวันที่ 11 ธ.ค.วันรุ่งขึ้น

ไปวัดรอบนี้จึงได้เข้าใจว่า ผมเองแม้ได้เขียนบทความสัจธรรมมากมาย(และเมามัน) แต่ก็ได้ละเลยเรื่องการนำผู้คนและจิตญาณทั้งหลายขอขมากรรมและการประกาศสละค่อนข้างมาก ส่วนตัวผมเองแล้วก็ไม่ได้ขอขมากรรมอะไรมากมาย เพราะไม่ติดขัดอะไร อีกเหตุหนึ่งก็เพราะผมไม่มีญาณวิถีในส่วนที่จะเห็นจิตญาณต่างมิติเหล่านั้นด้วย จนทำให้ลืมไปว่าวิบากกรรมและเจ้ากรรมนายเวรทั้งของผู้อ่านและผู้ฟังรวมถึงของตัวเองที่มาอยู่ด้วยเขายังไม่คลี่คลาย จึงทำให้เกิดอาการติดขัดข้องคาในธาตุขันธ์โดยไม่รู้ตัว(แต่ก็ไม่เอะใจแม้แต่น้อย) ซึ่งหลังกลับจากวัดแล้ว อาการที่เคยปวดไหล่และสะบักหลังข้างซ้ายมากๆซึ่งเป็นมาเกือบสองเดือนก็หายไปเฉยเลยครับ จากนี้ไปก็คงนำพาจิตญาณทั้งหลายประกาศสละและขอขมากรรมกันทุกวันก่อนนอนล่ะครับ จะได้ไม่อ่วมอรทัยแบบที่ผ่านๆมา(ฮา)

สุดท้ายก็ขออนุโมทนากับทุกๆท่านที่ช่วยดูแลตั้งแต่เข้าวัดจนกระทั่งกลับกทม.เป็นอย่างดี ทั้งอาหารการกินอันอุดมสมบูรณ์จนแผนการลดความอ้วนถูกล้มไปอย่างหน้าตาเฉย อนุโมทนากับญาติธรรมทุกท่านไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือพระสงฆ์ที่มีส่วนร่วมในพระสัจธรรมและมหาสังฆทานในการคลี่คลายสังสารวัฏ

และขอน้อมองค์คุณเบื้องสูง ตลอดจนมหาบารมีทั้งหลาย หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตทรงเป็นประธาน ในการขมากรรมต่อท่านทั้งหลายที่ได้สัมผัสสัมพันธ์นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรมใดๆก็ตาม ทั้งกรรมที่ได้เคยประมาทปรามาส ล่วงเกิน วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ และมานะในธรรมทั้งหลายทั้งปวง ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอให้กรรมทั้งหมดทั้งมวลที่เราท่านทั้งหลายมีต่อกันจงกลายเป็นโมฆะกรรม และให้เราท่านทั้งหลายได้ตรงต่อเนื้อหาพระสัจธรรม มีส่วนร่วมในการโปรดสรรพสัตว์ นับตั้งแต่กาลบัดนี้เป็นต้นไปเทอญ

สาธุ สาธุ สาธุ
อโหสิ อโหสิ อโหสิ

เอ้ากลับมาทำงานต่อล่ะ คลี่คลายกันถ้วนหน้านะครับ

ปริ๊นซ์

2 comments:

  1. ได้รับ DVD ธรรมะ และ หนังสืออโหสิกรรม แล้วคับ ขอบคุณ ขอบใจ คุณ ธนน รัตนบรรณกิจ มากจะลองฟังดูนะคับ

    ReplyDelete
    Replies
    1. สาธุครับ ถ้ามีอะไรติดใจสงสัยก็โทรมาสนทนาธรรมได้นะครับ ดูข้อมูลติดต่อใน ติดต่อ admin นะครับ

      Delete