Monday, February 11, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#13

อานุภาพหรืออานิสงส์ของการรู้ความจริงนี้ ช่างยิ่งใหญ่นัก ผู้อ่านอย่าได้ดูแคลนว่า    แค่ฟัง ๆ นึก ๆ แค่นี้ก็จะพ้นทุกข์ได้รึ?  บรรลุมรรค ผล นิพพานได้รึ ?    ดังเคยได้ยินทั้งฆราวาสหรือ ครูบาอาจารย์ต่าง ๆ วิพากษ์มา ขอยกตัวอย่าง “มีชายคนหนึ่งมายืนด่าเราอยู่หน้าบ้าน ด่ามา 3 - 4 วันแล้ว เราได้ยินคราใดก็หงุดหงิด โมโหฉุนเฉียว ร่ำ ๆ จะเอาปืนไปยิง – ไปไล่ หรือแจ้งความตำรวจให้มาจัดการชายคนนั้น ต่อมาวันที่ 5 ชายคนนั้นก็มาด่าอีก แต่วันนี้คนข้างบ้านตะโกนบอกมาว่า คนที่กำลังตะโกนด่าเราอยู่นั้นเป็นคนบ้า   แค่นั้นเอง อารมณ์ต่าง ๆ นานาที่กำลังเดือดพล่าน คุกรุ่นก็สลายหายวับไปกับตา ยุติการกระทำทั้งหลายทั้งปวง และอาจจะต้องอมยิ้มเพราะนึกขำตัวเองที่หลงโง่เป็นฟืนเป็นไฟไปก่อนหน้านี้ และที่สำคัญบางทีคนบ้าที่มายืนด่าอยู่หน้าบ้านก็ยังไม่เลิกด่าด้วยซ้ำไป เค้าอาจผ่านไปผ่านมาอยู่เหมือนเดิม  ด่าบ้าง ไม่ด่าบ้าง แต่เราก็เฉยได้ หรือสงบอยู่ได้  เพราะอะไร? ก็เพราะการแจ่มแจ้งถึงความเป็นจริงนั่นเอง

ความเข้าใจที่ตรงต่อความเป็นจริง ทำให้จิตใจเลิกหลง ไม่ว่าจะหลงปฏิบัติหรือปฏิบัติด้วยความหลง ด้วยความหวังลม ๆ แล้ง ๆ  มีความพ้นทุกข์รออยู่ข้างหน้าเสมอ   อย่างนี้เค้าเรียกว่า ถูกหลอก  ถูกตัณหา – อุปาทาน -  อวิชชาหลอกให้ปฏิบัติ หลอกให้ทำ  การตรงต่อความจริงทำให้ยุติทำ เป็นเนื้อหาเดียวกับยุติธรรม หรือนิโรธ หรือนิพพาน หรือความดับเย็นโดยปริยาย เพราะมันมีอยู่แล้ว  คือ ดับอยู่แล้ว  ไม่ติดอยู่แล้ว หยุดอยู่แล้ว ไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว

        ในพระสูตรตอนหนึ่งได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่มีเทวดาองค์หนึ่งมาทูลถามพระพุทธองค์ว่า
                            “  ท่านข้ามโอฆะได้อย่างไร ”

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “ เราไม่พัก และไม่เพียร ”

พัก มีความหมายว่า หยุด หรืออยู่ ไม่ว่ารูปแบบไหน เช่น  เพลิน  ไหล  แช่  จม  เป็นการติดแบบ Passive  (ความคุ้นเคย-ความเคยชิน=อนุสัย-อาสวะ)

เพียร โดยเนื้อหาก็คือ พุ่ง  มุ่ง  ทะยาน  เฝ้า  ตาม  เอา  สะสม  เพ่ง  จ้อง จี้  กำหนด  ต้าน ฝืน หนี  สู้ ... เป็นการติดแบบActive ไปข้างหน้าเรื่อยๆ(ก็เป็นอนุสัย-อาสวะอีกแบบหนึ่ง)

 ไม่พัก •   หมายถึง การไม่ไหลตาม ไม่เพลินอยู่ในขันธ์ไม่ว่าจะเป็นขันธ์รู้สึก  ขันธ์นึก
                    ขันธ์คิด ความเห็น ความหมาย  แม้แต่ความรู้ ความเข้าใจ อารมณ์นานาชนิด
          • โดยการแบ่งก็คือ การไม่ติดทางสุดโต่งข้างหย่อนที่เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค
แต่เนื้อหาของการไม่พักยังครอบคลุมลักษณะอื่น ๆ อีก เช่น การไม่แช่
ไม่ว่าจะแช่ขันธ์ไหน ๆ การแช่ที่แสบและเนียนที่สุด คือ แช่รู้ แช่ดู  แช่วิญญาณขันธ์ ทั้งหมดนี้ก็คือ กิริยา หรือเจตนากรรม  ซึ่งต้องอาศัยความจงใจ เท่านั้น การพัก – การแช่ จึงจะมีได้

• การไม่พัก คือ การไม่หยุดหรือการคอยอยู่กับสภาวะ หรือไม่อิน = in หรือคอยอิงอาศัย
กับสภาวะเรียกว่าไม่ in  sense อันเป็นการลดการเสพเสวยผัสสะแบบแช่ จม งม เพลินเหมือนกับการเสพยาเสพติด  ซึ่งจริง ๆ ก็คือ การคอยเสิร์ฟอาหารสดใหม่  ให้กับตัณหา – อุปาทาน
  ชาวบ้าน ชาวเมือง ผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติ  รวมทั้งผู้ปฏิบัติที่ยังนอกเหนือยังไม่เป็น  จะมีลักษณะของการไหลตาม  เพลินอยู่  จมอารมณ์  แช่อารมณ์  จริงจังกับความรู้สึก ความนึก ความคิด ความเห็น ความหมาย  ปฏิฆะสภาวะ โดย  ไม่รู้สึกตัวอยู่แล้ว  ก็เลยมีสภาพที่ติดฝั่ง ไม่อาจพ้นทุกข์ได้ เพราะเคยชินที่จะไหลตาม, ติดอยู่, ตอกย้ำในพฤติกรรม(การกระทำเหมือนเดิมซ้ำๆ) เดิมๆ ความเหนียวหนืดของการยึดการติดก็หนาแน่นตามไปด้วย  จากการเสพคุ้น  ซ้ำๆๆๆ...

การไม่พัก เนื้อหายังหมายถึง การไม่ตอกย้ำผลงานของเก่า ไม่ว่าจะเป็น
ที่เกิดจากการกระทำในอดีต เช่น ยินดี ยินร้าย พอใจ ไม่พอใจ
ชอบ - ชัง รวมทั้งทุกผลิตภัณฑ์ของขันธ์ 5
ที่ปรากฏในรูปแบบนิสัย หรือความเคยชินในการเข้าไปกระทำ
อันก่อเกิดเจตนากรรมซ้ำ ๆ ซาก ๆ (พฤติกรรม) ที่เรียกว่า  กรรมอนุสัย  นับเป็นการเกิด ( กรรมภพ)  ทางจิตวิญญาณแล้วนั่นเอง

การไม่ไปให้ค่า ให้ความสนใจ(เพราะตื่น!ต่อสัจจะของธาตุ-ขันธ์)ไม่ไปสำคัญมั่นหมายใน ผล  นี้คือ ไม่พัก (จริง ๆ ผลก็ไม่ใช่อะไร จะว่าไปมันก็เป็นเพียงมายาหรือ Mirage ก็ได้)

ไม่พัก  ก็ไม่ไปสร้างเหตุ  ซ้อนผล  ไม่กลายเป็นกรรมซ้อนธรรม ก็เลยไม่เกิดกรรมบัง เมื่อไม่มีเจตนากรรมมาปิดบังความเป็นเอง สัจจะก็ประจักษ์แจ้งต่อหน้าต่อตา เพราะมันเป็นเนื้อหาเดียวกันอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ความหลงทำ เป็นเหตุให้เกินหรือเลยเนื้อหาของจริงไปเสีย

       แต่ถึงจะมีกรรมบังก็บังไม่ได้จริง เพราะยังไงสัจจะก็ย่อมเป็นไปอยู่อย่างนั้น และที่อย่าลืมก็คือ เจตนากรรมอันเนื่องมาจากความยึด – ความอยาก ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน หลุดอยู่แล้ว ดับอยู่แล้ว  ไม่ใช่สิ่งยึดติดอยู่แล้วเหมือนกัน   เรียกว่า ยึดก็ยึดไม่จริง  อยากก็อยากไม่จริง มันแค่หลงเป็นพัก ๆ เป็นย่อม ๆ ไปอย่างที่เคยชินเท่านั้นเอง ท่านจึงเรียกว่า บังเก้อ  คือ บังสัจธรรมไม่ได้จริง ถ้าจะบังได้  ก็ได้ชั่วครู่ ชั่วคราว แล้วที่สุด สัจจะของสภาวะ ก็แสดงออกมาเอง รวมทั้งความเป็นจริงของความอยาก ความยึดนั้นด้วย

ไม่พัก ไม่ใช่อาการหรือเนื้อหาของความพยายามจะ ไม่แช่ขันธ์  ไม่แบกขันธ์ แต่ก็ไม่ใช่การเข้าไปปล่อย หรือไปทำการออก ทำการวางหรือไปทำการตื่น เพื่อให้หลุด

ไม่เพียร มีน้อยนักที่จะมีคนเข้าใจ รหัสนัย ของคำ ๆ นี้ ภาษาที่มีการอธิบายกันทั่วไป และในตำรา ล้วนแต่ชี้นำให้เกิดการกระทำ มุ่ง มั่น เอาจริง เอาจัง สั่งสม รักษา ประคอง ระวัง... ซึ่งอาจเกิดจากความไม่รอบคอบ ของผู้ใช้ภาษาหรือความไม่แยบคายของผู้ฟัง
ดังนั้น จึงขอเน้นมากว่า ภาษา  นั้น สำคัญมาก เพราะภาษาสามารถจะชี้นำให้เป็นเหตุแห่งทุกข์ ไม่จบสิ้นไปซะเองก็ได้ หรือ ใช้ภาษาแสดงสัจจะแล้วเกิดการคลี่คลาย ผ่อนคลาย โปร่ง โล่ง โพล่ง พ้นทุกข์ได้
•    เนื้อหาจริง ๆ ก็คือ ไม่ทำอะไร โดยสภาวะ ก็คือ รับรู้โดยธรรมชาติ  ธรรมดา  ไม่มีความจงใจ ตั้งใจที่จะรู้ และเมื่อรู้...ก็แล้ว ๆ ไป  เรียกว่ารู้เฉยๆ  ไม่มีกิริยา  กรรมใด ๆเกิดตามมาไม่ใส่ใจ หรือไม่สนใจ(โดยเจตนา) เรียกว่า ไม่ให้ค่ากับการรู้  เพราะเข้าใจถึงบทสรุปแล้วว่ามันไม่ใช่อะไรจริง ๆ ทั้งหมด (ตั้งต้นตั้งแต่ “รู้” ไม่ต้องพูดถึงสิ่งถูกรู้ก็ได้) ตรงกับเนื้อหาของสัจธรรมจริง ๆ เรียกว่า รู้แบบยุติทำ  ไม่หลงทำอะไร เพื่ออะไร  ซึ่งเป็น ความเคยชินที่ทุกผู้คนเป็นกันอยู่แล้ว นี้เรียกว่า ไม่เพียร หากจะใช้คำว่า “ เพียร ” ก็ใช้ในเนื้อหาที่เป็นขันติ  เป็นตบะที่จะไม่ทำตามความคุ้นชินเดิม ๆ เป็นการตัดการสืบต่อ (สันตติ)ของภพ ชาติด้วยอำนาจของความอยาก ความยึด

อย่าพยายามทำให้ถูก... ยิ่งพยายามก็ยิ่งผิด ที่ผิดก็เพราะ “ติด” “พยายาม” ทำนั่นเอง และยิ่งทำก็ยิ่งติดขันธ์(ก็ใช้ขันธ์ทำ)  แทนที่จะปล่อย- พ้น- นอกเหนือขันธ์   รวมทั้งยังติดลมความเคยชินที่จะทำ (กรรมอนุสัย) ก็เลยติดทำ  ยุติทำไม่เป็น

... อีกอย่างหนึ่ง คือ ถูกจริงๆ ไม่มี  โดยเฉพาะถูกที่เกิดจากการทำขึ้น เพราะ ที่ถูกแท้นั้นมีอยู่แล้วคือ ความว่าง ความหลุด ความไม่ติด ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่ได้เกิดจากการ กระทำ มันเป็นเช่นนั้นอยู่เองแล้ว ( ตถตา)

ยิ่งทำยิ่งเป็นโมฆะ  โมฆะทั้งการกระทำและโมฆะทั้งสิ่งที่เป็นผลจากการกระทำและที่สำคัญ อาการของการกระทำ และผลิตผล ล้วนแล้วแต่เป็นเนื้อหาของความทุกข์ทั้งสิ้น เพราะอะไร? ก็เพราะมัน มีสภาวะทนไม่ได้ในตัวของมันเองอยู่แล้วทั้งหมด   ก็เลยแบกทุกข์ไปฟรีๆ

                                 ทั้งที่ปากก็ว่า  ทำไปเพื่อจะวางทุกข์... พ้นทุกข์

จะไม่ให้ทุกข์ฟรีได้อย่างไร เพราะทุก ๆ การกระทำล้วนแต่เป็นส่วนเกินของใจ เมื่อไหร่ต้อง  ใจก็ตึง เมื่อไหร่ตั้ง  ใจก็หนัก เรียกว่า หนักใจ เพราะมันแบกขันธ์ เวลาต้องก็ต้องด้วยขันธ์ เวลาตั้งก็ตั้งด้วยขันธ์  จิตจึงไม่อาจพรากจากขันธ์ ต้องแบก – หามขันธ์กันอยู่ร่ำไป

และที่เราควรเข้าใจให้ถูกอีกอย่างหนึ่งก็คือ  ความไม่ทุกข์  ความหลุด  ความดับ  นิโรธ      วิมุติ นิพพานไม่เกี่ยวกับอะไรเลยซักอย่าง

ไม่เกี่ยวกับ สติ ศีล สมาธิ ฌาน ญาณ ปัญญา ท่านเรียกว่า สิ่งไม่เนื่องด้วย
ไม่เนื่องด้วย “รู้”หรือ “ไม่รู้” ไม่เกี่ยวกับ “เห็น”หรือ “ไม่เห็น”  ไม่เกี่ยวกับ “เข้าใจ”หรือ “ไม่เข้าใจ”

ว่าสรุปตรง ๆ ไปเลยก็คือ ไม่เกี่ยวกับขันธ์ 5  ( จิต  เจตสิก  รูป ไม่ใช่ “นิพพาน” )

เพราะไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอะไร ทั้งกิเลส และธรรมะ  กิริยา – กรรมใด ๆ ล้วนแต่เป็น ขันธ์ 5 ทั้งสิ้น ขึ้นชื่อว่าขันธ์ 5 ล้วนตกอยู่ภายใต้ กฎไตรลักษณ์ แล้วจะไปยึดถือหรือ เอา ได้อย่างไรเล่า...

ท่านจึงกล่าวว่า “ ไม่เกี่ยวกับ”  หรือ “ไม่เนื่องด้วย” สติ  ศีล  สมาธิ  ฌาน  ญาณ  ปัญญา

คำว่า “เกี่ยว” หมายถึง การเข้าไปข้องแวะ ไม่ว่าจะรูปแบบใด เบา – บางขนาดไหน เช่น เอา แอบ  อิง -  อิน(in)

คำว่า “เกี่ยว”โดยเนื้อหาหมายถึง ติด – ขัด – ข้อง – คา หรือไม่ลุล่วง

แต่นิพพานเป็นสิ่งที่ปราศจากเหตุ – ปัจจัย ไม่เกี่ยวกับอะไร ไม่เนื่องด้วยอะไร ๆ สมบูรณ์อยู่ตลอดกาล ทุกธาตุ – ขันธ์ มีนิพพานรองรับตลอดก็ด้วยทุกธาตุ – ขันธ์ ไม่ใช่สิ่งยึดติด วางอยู่เองแล้ว ว่างอยู่เองแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่อิงอาศัยอะไร แม้ตัวมันเองมันก็ไม่เอาหรือยึดตัวมันเองเลย รวมทั้งตัวมันเอง มันก็มิได้พยายามจะเป็นตัวมันเอง หรือเป็นอะไร แต่อย่างใด

          การที่ท่านกล่าวเช่นนั้น มิได้หมายความว่า ไม่มีสติ ศีล สมาธิ ฌาน ญาณ ปัญญา อาจจะตรงกันข้ามด้วยซ้ำ กลับมีทั้งหมดนั่นแหละ แต่ ให้รู้อยู่แก่ใจว่า มันไม่ใช่ทั้งหมด  มีก็มีในฐานะของชั่วคราว  มีในฐานะสิ่งปรุงแต่งขึ้น อุปโลกน์ขึ้น  เพื่อการใช้งาน งานที่ว่าก็คือ เกื้อกูล สงเคราะห์ อนุเคราะห์ ใช้แล้วก็แล้วไป ไม่ใช่แบกไว้ แช่ไว้ ยึดไว้ เอาไว้ รักษาไว้ นั่นมันตัณหา – อุปาทานพาทำทั้งสิ้น เป็นเพียงเครื่องมือที่จะมีหรือปรากฏขึ้นเมื่อ “ดำริ” ใช้เสร็จแล้วก็แล้ว ๆ ไป ตรงต่อว่างอยู่แล้ว  วางอยู่แล้วทันทีเรียกว่า สุญญตาวิหารธรรม ไม่ใช่อยู่กับความว่าง รู้ว่าว่าง หรือเห็นว่าว่าง ไม่ใช่เราว่าง คำว่าว่างไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไร แต่หมายถึงว่างจากเราและการยึดถือใด ๆ ที่จะแสดงออกมาอยู่ในรูปแบบของการคอยอยู่ หรือพฤติกรรม

เป็นการใช้ภาษาสะท้อนความจริง และไม่ชี้นำไปสู่การยึด อยาก เอา - ไม่เอา อันนี้ท่านเรียกว่า “นอกเหนือ” รู้จักไหม...นอกเหนือ... จะไม่เนื่องด้วยได้ หรือนอกเหนือได้ ก็ด้วยการที่ “ใจ” ตรงต่อสัจจะที่ไม่ต้อง, ไม่ตั้งอยู่แล้ว, ไม่...อยู่แล้วนั่นเอง

       ผู้ปฏิบัติที่ไม่เข้าใจ ก็จะมีแต่ยึด อยาก เอาธรรมะ ไม่ว่าจะเรียกอะไร สติรึ ศีลรึ สมาธิรึ ปัญญารึ
เจริญแต่เนื้อหาของการติด ขัด ข้อง คาเบญจขันธ์ตลอด  จริงๆแล้วพระพุทธองค์ไม่ได้สอนให้ไปเจริญขันธ์ 5  ท่านมีแต่แสดงสัจธรรมว่าขันธ์ 5 เป็นของหนัก  ขันธ์ 5 เป็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  ท่านให้วางขันธ์  ไม่ยึดติดขันธ์ นอกเหนือขันธ์ให้เป็น ไม่ใช่สอนให้เจริญขันธ์  แบกขันธ์  ทรงขันธ์  ดำรงขันธ์  แต่เราไม่มีผู้รู้มาบอก  จึงไม่เข้าใจรหัสนัยของการวาง  ไม่เข้าใจรหัสนัยของความไม่ยึดติด  ไม่เข้าใจรหัสนัยของพระนิพพาน  ก็เลยต้องงม(เงา)

   แต่ถ้าเอะใจซักหน่อยจะเห็นชัดเลยว่ามันไม่ตรงต่อความเป็นจริงหรือสัจธรรม

เอา ยึด อยาก ผลที่เกิดตามมาคือ ทุกข์ เพราะมันขัดแย้งกับความเป็นจริง มันไม่สนใจดอกว่าสิ่งนั้นจะดีเด่ขนาดไหน

ไม่ต้อง  ไม่ตั้ง  ไม่...อยู่แล้ว  ช่างมัน  ไม่อะไรกับอะไร  ก็เป็นการสละ การจาคะ  การนอกเหนือ  ไม่เนื่องด้วยเบญจขันธ์  คือ ไม่เป็นทุกข์ไปซะเอง  ตัดกรรม(ไม่กำ) ข้ามพ้นวิบากเป็น      ไม่วุ่นวายไปซะเอง  ตรงกับเนื้อหาของสัจจะที่ทุกสรรพสิ่งไม่ใช่สิ่งยึดติด  ที่ต้องอิงอาศัยเหตุปัจจัยใด ๆ อยู่แล้ว

การติดขันธ์ที่เหนียวแน่น และหนืด เนียนที่สุดก็คือ  วิญญาณขันธ์ หรือขันธ์ “รู้”นี้เอง
ถ้าเรายังคอยสนใจ “รู้” สนใจดู  สนใจเห็น  ชอบให้ค่า ให้ความสำคัญกับ “ความรู้”หรือปัญญารวมทั้งไม่รู้แจ้งในสัจจะของขบวนการรู้และเนื้อหาที่แท้จริงของสิ่งที่เรียกว่าปัญญา  เราก็จะ
หลงรู้ไปเรื่อย  ไม่เลิกติดรู้  ไม่เลิกยึดรู้  การรู้ชัดถึงความเป็นจริงของเบญจขันธ์ ที่สุดแล้วก็คือ วิญญาณขันธ์ (รู้)  ว่าเป็นต้นตอของกองทุกข์นานัปการ(รากเง้าของอวิชชาก็อยู่ที่ “รู้”นี้แหละ)  เราจึงจะกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว เด็ดขาดที่จะสละ “รู้” จาคะ “รู้  ทาน “รู้” ไม่เอา “รู้” นี้แหละเรียกว่านอกเหนือ “รู้”เป็น หรือไม่เนื่องด้วย “รู้”เป็น  ก็ไม่เนื่องด้วยวิญญาณขันธ์เป็น  การยุติลงของภพ-ชาติและการเวียนว่ายตายเกิดจะเป็นจริงขึ้นมาได้ก็คืออย่างนี้

          และเมื่อนอกเหนือเป็นก็เลิกหลงว่าเป็นเรา  เมื่อเราไม่มี เขาก็ไม่เกิด  เมื่อไม่มี เขา + เรา ความโง่ “เข+ลา”ก็ไม่มีตามมาเอง  มันจึงเป็นเนื้อหาเดียวกันไปเลยกับ ธรรมชาติเดิมๆ  ซึ่งจริง ๆ มันก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว  ท่านจึงว่า

“ไม่มีใคร  บรรลุ   อะไร
              ไม่มีใคร  พ้น  อะไร
                         ไม่มีใคร  ปล่อยอะไร   วางอะไร
                                      ไม่มีใคร  ยึดอะไร    เอาอะไร”

เพียงแต่ ใจ ตรงต่อความเป็นจริง จริงใจต่อความเป็นจริง ศรัทธาต่อเนื้อหาของ
สัจธรรม  วางใจต่อสัจธรรม   ไว้วางใจต่อกฎแห่งกรรม
ตรงต่อไม่ต้อง...อยู่แล้ว, ไม่ตั้งอยู่แล้ว, ไม่...อยู่แล้ว, ดับอยู่แล้ว, ว่างอยู่แล้ว

ใจ ก็จะไม่ลังเลต่อ ปรากฏการณ์ทั้งของกายธาตุ จิตธาตุ  ความไม่ลังเลนั่นแหละคือการผ่าน การลุล่วง  ไม่ติดขัดข้องคาในเบญจขันธ์ นี้คือเนื้อหาของความพ้นทุกข์จริงๆ

ใจ  ก็ผ่านตลอดสาย  นี้แหละ ทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา อันเป็นทางสายเอก ทาง ๆ(สมมติเรียก) นี้ไม่ใช่ทางติด แต่เนื้อหาคือ การลุล่วง ไม่ใช่การคอยอยู่กับอะไร ไม่ว่าจะอยู่กับ กิเลส หรืออยู่กับธรรมะ(ทุกๆสภาวะคือ “ไม่ใช่”)ไม่ใช่การกระทำขึ้น  สร้างขึ้น ไม่ใช่การต้อง – การตั้ง เพราะเมื่อเป็นเช่นนั้น มันก็ติดทางเรียบร้อยแล้ว หาได้ลุล่วงจริงไม่  หาได้เป็นการผ่านไปจริงไม่  แล้วจะเรียกว่าทางออกจากทุกข์ได้อย่างไร  แค่ฟังดูดีเฉย ๆ

       ความทะลุทะลวง ไม่ติดตัน ไม่วกวน  แวะ และเวียน เป็นสังสารวัฏ – สังสารวน ปล่อยให้มัน “ไม่”ของมันเองด้วยตัวมันเอง ไม่ใช่ไปทำการไม่ หรือคอยที่จะไปไม่กับมัน แต่ให้เข้าใจอย่างแจ่มชัดว่า มัน “ไม่”ของมันอยู่เองแล้ว ปล่อยมัน ไม่ต้องยุ่งกับมัน คือไม่ตั้ง – ไม่ต้องนี้แหละ ก็จะทำให้การ “ไม่”ของมันเองได้ปรากฏอย่างอิสระเต็มที่ แล้วก็ไม่ต้องไปคอยเช็คด้วยว่ามัน “ไม่”กันอย่างไร “ไม่”กันหรือยัง  “ไม่”ถึงไหนแล้ว  ไม่ต้องเช็ค เด็ดขาดไปเลยที่จะไม่เช็ค

อย่าจงใจหา ยิ่งหายิ่งตัน  จึงใช้ภาษาว่า “ตัณหา” เลิกหาก็เลิกติด  เลิกหาก็เลิกตัน มันก็ตรงต่อหลุดอยู่เองแล้ว ดับอยู่เองแล้วทันที

No comments:

Post a Comment