Monday, February 11, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#12

วงจรของปฏิจจสมุปบาท (วัฏฏสงสาร หรือคุกขังสัตว์โลก) โดยย่อ คือ

ถ้าพิจารณาดูให้ดี ๆ จะเห็นได้ว่า หนทางเดียวที่จะยุติ วงล้อแห่งสังสารวัฏ นี้ได้  คือ  ไม่ทำตาม  ไม่ทำกรรม  ยุติทำ  ไม่สามารถออกทาง(งดเว้น  หลีกเลี่ยง)วิบากได้ เพราะวิบาก คือ ผลของการกระทำ ยังไงก็ต้องเกิด ตราบเท่าที่เคยมีเหตุ คือ กรรม   ( เจตนากรรม)

      วิบากไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด  เช่น  ความรู้สึก  ความนึก  ความคิด  แม้แต่ความเคยชิน คุ้นเคยที่จะทำอะไร เป็นต้น มีแต่เนื้อหาของกองทุกข์ หรือความลำบากทั้งหมด  สิ่งเหล่านี้ล้วน ห้ามเกิดไม่ได้ทั้งสิ้น มันอยู่นอกเหนือการบังคับบัญชา ไม่เกี่ยวกับอยาก หรือ ไม่อยาก ให้เกิด  ต่อเมื่อ มัน  ปรากฏขึ้น โดยอาการก็เพียงแต่มีการรับรู้ไปกันเอง โดยไร้ซึ่งเจตนาที่จะคอยรู้ แล้วก็ผ่านไปกันเองทั้งหมด ทั้งสิ่งถูกรู้และสภาวะรู้ ด้วยเพราะรู้อยู่แก่ใจ หรือโดยสามัญสำนึกว่านั่นเป็นเพียงแค่ของเก่าหรือวิบาก หรือความเคยชิน แล้วไม่หลง – ไหลตามหรือไปตอกย้ำ – สำคัญ – มั่น – หมาย ให้ค่ากับสภาวะด้วยอาการไปเจตนาสนใจมันในลักษณะที่เข้าใจว่า เป็นการปฏิบัติธรรมแต่กลับเป็นความหลงบงการให้ทำ เช่นทำรู้ ทำดู ทำเห็น  ทำความรู้สึกตัว  หรือพิจารณา พิษ-จาร-หนาอยู่นั้น


  • สภาวะที่รับรู้กันเองโดยธรรมชาตินี้สำคัญมาก ๆ (เน้นว่าไม่ได้เกิดเนื่องมาจากเจตนาหรือความพยายามที่จะคอยรู้ เฝ้ารู้ กระตุ้นรู้ เขย่ารู้) 

  สติสัมปชัญญะ ภาษาแปลว่า  ความรู้สึกตัว เนื้อหาแท้ๆคือ  “ ตื่น”- ตื่นพร้อม, ตื่นโพล่ง

สภาวะตื่นมีอยู่โดยธรรมชาติ เหมือนตอนเรานอนหลับ หรือสลบไปแล้วตื่นขึ้น เมื่อตื่นขึ้นเราเรียกว่า รู้สึกตัว  มันเป็น “ตื่น”ของตัวชีวิตเอง

ตื่นไม่ใช่สร้างขึ้น หรือเป็นผลสืบเนื่องจากการทำจนชำนาญ ที่เรียกว่า วสี หรือทำจนเป็นอัตโนมัติ ไม่ใช่ตื่นจากเจตนากระตุ้น หรือเร้า หรือเขย่าให้ตื่น  คนละเนื้อหากัน

ตื่นโดยเนื้อหาแล้ว  ก็แค่...ตื่น ไม่ใช่ตื่นแบบจะเอาอะไร หรือตื่นแบบหาเรื่อง(รู้) ไม่มีเนื้อหาของการตื่นที่จะไป-จะมา  จะเข้า-จะออก อาจเรียกได้ว่า ตื่นเงียบๆ
ตื่นแบบไม่อะไรกับอะไร มีเนื้อหาเดียวกันกับ “สักแต่ว่ารู้”  คือไม่เจตนาทำอะไร แม้แต่ทำสภาวะรู้ เพราะไม่ว่าจะรู้แบบไหน รู้อย่างไร รู้อะไรหรือไม่รู้  มันก็ “ไม่ใช่”ทั้งหมดนั่นแหละ
(ที่จริงแท้พอจะยึดถือได้) ท่านเรียกว่าตัดซะรู้ จะได้ไม่มีตัณหา-อุปาทานซ้อนรู้(ตื่น)

            เราต้องเข้าใจให้ถูกว่า ภาษา มีขีดจำกัดในการนำมาอธิบายสภาวะ ถ้าหากผู้พูดไม่แตกฉาน
– ลึกซึ้งในภาษาที่ใช้  สื่อภาษานั้นจะกลายเป็นปัญหาและอุปสรรคไปซะเอง โดยเฉพาะภาษาที่ชี้นำให้มีการค้นหา  แสวงหา  รอคอย  เอา ภาษาเหล่านี้ ผู้รู้กล่าวว่าเป็นความวิบัติของบัญญัติ
  • นอกจากผู้พูดที่ไม่แตกฉาน – ลึกซึ้งในภาษาที่ใช้แล้ว “ผู้ฟัง” ซึ่งมีศรัทธาเลื่อมใส แต่ก็ไม่แยบคาย ละเอียดอ่อน และลึกซึ้งในอรรถะ และ พยัญชนะของภาษา จะมีการตีความตามความเข้าใจของตนเองซ้ำเข้าไปอีก  นี้เป็นเหตุ-ปัจจัยที่สำคัญมากที่ ทำให้ผู้ปฏิบัติเนิ่นช้า หรือต้องทุกข์ ยากลำบากกับการปฏิบัติธรรม เพราะปฏิบัติทำไปแบบมีตัณหา อุปาทาน แอบอิงเป็นเงาตามติดไปตลอด
  • การใช้ภาษาที่ไม่ระมัดระวัง หรือแยบคาย หรือละเอียดอ่อนพอ จะทำให้ผู้ฟัง
เข้าใจผิดและชี้นำสู่การเอา และยึดโดยไม่รู้ตัว แทนที่ตัณหา – อุปาทานจะลด กลับเป็นการ ส่งเสริมหรือเจริญ ตัณหา – อุปาทานที่ละเอียดอ่อน และดูดี การหลงเอา หลงยึดโดยไม่รู้ตัว ที่สำคัญ คือ  ตัวปฏิบัติ และ ผลของการปฏิบัตินั่นเอง
  • การปฏิบัติธรรมที่แท้ก็คือ การดำเนินชีวิตให้สอดคล้องตรงต่อสัจจะของ  ธรรม  เรียกว่า ถูกทำนองคลองธรรม (ไม่ใช่ความพยายามที่จะครองธรรม)
                         คำว่า ธรรมะ ไม่ได้หมายถึง แค่คุณธรรม – จริยธรรม – ความดีงาม
แต่หมายถึง ทุกสรรพสิ่ง อันมีบทสรุปลงที่ไม่...อยู่แล้ว, ไม่ต้อง, ไม่ตั้ง อยู่แล้ว
                    ไม่ใช่สิ่งยึดติดตัวมันเอง ปล่อยกันเอง วางกันเองอยู่แล้วคือ  อนิจจัง  ทุกขัง
                               ปราศจากความหมาย  ไร้ความเป็น...ที่จริงแท้
                                    ว่างอยู่แล้ว  ไม่ใช่อะไร  คือ  อนัตตา

       อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา เป็นลักษณะประจำของทุกธาตุ – ขันธ์ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใดจะทำขึ้นมาได้ ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่าการปฏิบัติก็ต้องไม่ขัดแย้งหรือผิดเพี้ยนจากสัจจะทั้งหมดนี้ด้วย  คือต้องสอดคล้องตาม – ตรงตามความเป็นจริง ก็จะเป็นเนื้อหาเดียวกับธรรมชาติเดิมแท้ไปเลย  ไม่ใช่พยายามที่จะถึงธรรม พยายามที่จะบรรลุธรรม  พยายามที่จะอยู่กับสภาวธรรม  ไม่ว่าจะหยาบละเอียดปานใด โดยหลงไปสร้างสภาวะ แสวงหาสภาวะ ทรงสภาวะ ดำรงสภาวะ(เทียมๆ)ไว้

              การต้อง การตั้ง  ก็คือการมีเจตนากรรมนั่นเอง  มาจากไหน ก็มาจากความหลงผิด(โมหะ)ที่พยายามจะทำอะไรๆ ให้ตัวตนได้ดี พ้นทุกข์ มีความสุข  ให้ถึงอะไรๆฯลฯ เลยกลายเป็นว่า การต้อง – การตั้งนั้นกลับเป็นสร้างตอ  ตอต้อง, ตอตั้ง ให้ต้องสะดุดตอ  คือเป็น ต.ติด, ต.ต่อ,
ต.ตาม, ต.เติม, ต.แต่ง ที่สุดก็...ต.ตัน  มิใช่  ต.ตัด  ก็เลยไม่จบซักที   มีแต่รอ มีความพ้นทุกข์รออยู่ข้างหน้าตลอดเวลา   การไม่ต้อง – ไม่ตั้งก็ตรงต่อที่จบอยู่แล้วทันที  จบตรงที่ “ไม่ต้อง”นั่นแหละ  เพราะถ้าต้อง...มันก็ไปตามต้อง  นั้นไม่จบ ที่มันจบก็เพราะมันไม่ต่อ – ไม่ติด – ไม่ตาม ก็ตรงต่อสัจธรรมที่ไม่ใช่สิ่งพยายามจะเป็นตัวเอง ไม่ใช่อะไรจริง ๆ ทั้งนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ต้องติด หรือ ต้องหลุด วางอยู่เองแล้ว ว่างอยู่เองแล้ว ไม่ใช่การคอยอยู่ – ทรงอยู่ – ดำรงอยู่ หรือ การดำเนินไป
  • ความไม่ยึด...ก็ไม่ยึด “กันอยู่เองแล้ว”     ไม่ใช่ “เรา”ไม่ยึดมั่นถือมั่น
          วาง...ก็วางกันเองอยู่แล้ว ไม่ใช่ “เรา”ไป(ทำการ)วาง โดยไปหลงสร้างเงื่อนไข  ข้อแม้หรือเหตุปัจจัยใด ๆขึ้นมา แล้วจะวาง  ไม่ใช่อย่างนั้น

          ความหลุดพ้น  ความไม่ยึดติดนั้นเป็นธรรมชาติอันบริบูรณ์สุดขีดของทุกสภาวะอยู่แล้ว

                ความหลุดพ้น  ความไม่ยึดติดไม่ได้เกิดจากเงื่อนไขหรือเหตุ-ปัจจัยใด ๆทั้งสิ้น
     ความหลุดพ้น ความไม่ยึดติดไม่ใช่การกระทำ และถ้าจะให้ตรงต่อสิ่งที่สมบูรณ์อยู่แล้วละก้อ!
    ไม่ต้อง  ไม่ตั้ง  ไม่ทำนั่นแหละ จึงจะเข้าถึงความหลุดพ้น ความไม่ยึดติด ที่มีอยู่เองแล้ว
          โดยสมบูรณ์  คืนกลับไปให้เป็นเรื่องของธรรมโดยธรรมจริงๆ ท่านจึงกล่าวประมาณว่า
                     “ เลิกไปยุ่งกับมันซะที  เดี๋ยวมันจะดับให้ดู ให้รู้  ให้เห็นเลยทันที ”

  • ไม่มีความหมาย...ก็ปราศจากความหมาย อยู่เองแล้ว
     - อย่าไปวุ่นวายกับการให้ความหมาย
     - อย่าไปจริงจัง   ลังเลกับสภาวะที่ไม่แน่นอน ไม่ใช่สิ่งจีรังยั่งยืน
     - อย่าไปสำคัญมั่นหมายสภาวะที่เป็นปรากฏการณ์ชั่วครู่ ชั่วคราวทั้งหมด
ความหมายที่มีก็เป็นเพียงสิ่งอุปโลกน์ สมมติขึ้นเท่านั้น เป็นก็เป็นเพียงความเป็นชั่วคราว  ชั่วขณะ  ที่สุดแล้วก็มิได้เป็นอะไร ๆ ที่เที่ยงแท้ถาวรเลยซักอย่าง
  • จบ...ก็จบ เองอยู่แล้ว
เราอย่าไม่จบไปซะเอง คือ มัวแต่ดิ้นรน แสวงหา รอคอย เฝ้า เอา ยึด ทำ พยายาม ฯลฯ  ล้วนแต่เลย หรือ เกิน “จบอยู่เองแล้ว”  “ดับอยู่เองแล้ว” ไปเสีย
  • ดับ...ก็ดับเองอยู่แล้ว มิใช่เราไปทำการดับ
ความดับ ไม่ใช่การกระทำ ไม่ต้องใช้อะไร ไม่เนื่องด้วยอะไร ไม่ต้องการอะไร
       ถ้าเมื่อไรมีเนื้อหาของการกระทำ (เจตนากรรม) ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด จะมี “เรา” หรือ “ตัวตน” (อัตตาปลอมๆ)ซ้อนไปตลอดทาง

     จะมี “เรา” “ กู”เสวยผลของการกระทำนั้นทันที ความยึดถือว่า“ของเรา”จะเป็นผลพวงตามมา ไม่ว่าจะบวกหรือลบ เผลอก็ของเรา มีสติก็ของเรา มันกลายเป็นการพอกพูนความเห็นผิดคือ สักกายทิฐิ  เกิดการคิดค้น  ประดิษฐ์วิธีการ – พิธีการ – พิธีกรรม  เทคนิค อุบายเพื่อหาทางให้ตัวตนพ้นทุกข์  แล้วก็มีโอกาสที่จะหลงติดยึดในสิ่งที่ตนคิดค้นมานั้นซะเอง (สีลพตปรามาส)  หลงเสริมและสร้างอุปาทาน  ตัณหาให้แยบยลและยิ่งใหญ่อลังการยิ่งขึ้น ดูดี เข้าใจว่าใช่ แล้วก็เข้าได้กับตำรา หรือทิฐิ(กิเลส)ของตนหรือหมู่คณะ  นอกจากนั้น การมีเรา ก็คือการมีเขา(อวัยวะบนศีรษะ), เกิดเราก็เกิดเขา ( เมื่อนำเขา+เรา ก็เท่ากับ เขรา = เขลา คือโง่และทุกข์ฟรีไปซะเอง )

      ชีวิตที่มีตัณหา อุปาทานมาก  “ใจ”จะเต็มไปด้วยเงื่อนไข  ข้อแม้   ขั้นตอน จะ จ้อง  ต้อง   ตั้ง  จึงเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหาและอุปสรรค ง่ายที่จะทุกข์ ยากที่จะสงบสุข  ไม่เรียบง่าย  จิตใจก็ไม่เกลี้ยง ขรุขระ วกวน  วุ่นวายอยู่ร่ำไป เพราะเงื่อนไข  ข้อแม้ ที่ตั้งขึ้นมาเป็นตอให้ชีวิตไว้สะดุด!

ท่านจึงว่า “ อะไร ๆ ก็ต้อง อะไร ๆ ก็จะ,  เป็นแต่ต้อง เป็นแต่จะ,  ไม่ต้อง ไม่เป็น,     ไม่จะ ไม่ได้”  เอ๊ะอ๊ะ นั้นนี้ แล้วก็  “งี่เง่า”คือ อมทุกข์ – จมทุกข์ไปซะเปล่าๆ
  • เนื้อหาของไม่...อยู่แล้ว  มิใช่การปฏิเสธสภาวะ มิใช่การเอาหรือไม่เอา ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมใด
             มิใช่การดำเนิน หรือการเดินทาง
                                     มิใช่ความพยายามที่จะบรรลุถึงอะไร
                                                         มิใช่ การกระทำ
                                                                               มิใช่ การได้   การเสีย
                    มิใช่ การอิงอาศัย
                                       มิใช่ การหนี  การสู้
                                                             มิใช่การเลือก
       มิใช่การปล่อยสิ่งหนึ่ง เพื่อไปเกาะ(เอา)อีกสิ่งหนึ่ง
มิใช่การคอยติด คอยหลุด หวังเกาะอะไร เพื่อแกะอะไร
                      ทั้ง มิใช่การไหลตาม หรือ ต่อต้าน , ฝ่าฝืน

แต่หมายถึง - ปราศจากเงื่อนไข  ไร้ข้อแม้
-    ความนอกเหนือหรือยิ่งกว่า ยิ่งกว่าศีล (อธิศีล) ยิ่งกว่าจิต (อธิจิต)
ยิ่งกว่าปัญญา (อธิปัญญา)
                                             -     ความไม่เนื่องด้วยอะไรๆ
- ความว่าง (สุญญตา)  ความไม่มีอะไรที่จริงแท้
- ความไม่เหลื่อมล้ำ แปลกแยก  ความไม่แตกต่าง
-     สันติ สงบ เยือกเย็น ไม่เร่าร้อน สามัคคี
- ไม่ติด ไม่ขัด ไม่ข้อง ไม่คา เรียกว่าตรงต่อ “วิมุติ”
- ตรงต่อ ความดับ นิโรธ นิพพาน

นั่นแหละ “ได้”,  นั่นแหละ “ถึง”,  นั่นแหละ “วาง”,  นั่นแหละ “ว่าง”,  ของจริง นอกนั้น ถ้าไปทำขึ้น “เก๊” ทั้งหมด และให้เข้าใจด้วยว่า ของจริง คือ ไม่มี ที่ มี ไม่ใช่ของจริง

No comments:

Post a Comment