Saturday, February 9, 2013

มโนธาตุ 102: มหาสติแห่งพุทธะและสติปัฏฐาน 4 ที่แท้จริง

จะมีใครรู้บ้างว่า "สติ" ที่พระพุทธเจ้าหมายความถึงนั้น เป็น "สติ" คนละตัวที่ชาวพุทธพยายามทำให้มาก เจริญให้มาก เพราะสติของปุถุชนนั้นเป็นการเอาจิตมาฝึกให้รู้ตัวอย่างเดียว ซึ่งนี่ไม่ใช่ "สติ" ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสถึง

และจิตจริงๆนั้นไม่มีครับ!!

เพราะ "จิต" เกิดขึ้นได้จากการปรุงแต่งบนความหลงหรือโมหะอวิชชา ที่เรียกว่าอวิชชาสังขาร(2-3) จึงเป็นผลให้เกิดมีจิต (วิญญาณ(4)) ขึ้น ดังนั้นถ้าเราเอาจิตไปทำโน่นทำนี่มันก็คือการตอกย้ำอุปาทาน(ยึด)ไปบนจิตนั่นเอง เหตุนี้จึงไม่มีใครสามารถละสักกายทิฏฐิหรือละความเห็นว่าเป็นตัวเป็นตนได้สักที สังเกตง่ายๆคือใครที่หลงไปพิจารณา หลงไปวางสิ่งที่ถูกรู้ โดยไม่รู้ตัวว่าไอ้ตัวที่เข้าไปรู้ ไปวางนั่นแหละ คือเกิดเป็นอัตตาตัวตนขึ้นแล้ว
ส่วนสติที่พระพุทธเจ้าท่านหมายความถึงก็คือ สติจาก มโนธาตุ(ธาตุรู้)(1) นั่นเอง

คงจะเคยได้ยินหรือได้อ่านกันมาที่บอกว่า "จิตหนึ่งคือพุทธะ" ก็ตรงนี้เองครับ ไม่ได้หมายความถึง "จิต" ตัวที่เราเข้าใจกัน ที่ผ่านมามันใช้บัญญัติกันมั่วไปหมดไงคนที่ศึกษาตามมาก็เลยสับสน

ซึ่งโดยตัวมโนธาตุเปล่าๆนี้ มันมีคุณสมบัติประจำธาตุของมันอยู่แล้วนั่นก็คือ

1. รู้อย่างเป็นกลาง "ตามความเป็นจริง" ไปเองโดยอัตโนมัติ
2. เป็นสมาธิและเป็นสติสัมปชัญญะไปเองโดยอัตโนมัติ
3. บริสุทธิ์จากอาสวะทั้งปวงอยู่แล้ว ไม่สามารถปรุงแต่งได้อีก(อสังขตธรรม) หรือนิพพานอยู่แล้วนั่นเอง

คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้มโนธาตุ เป็น ธาตุนิพพาน หรือ มีเนื้อหาพุทธะอยู่แล้ว ประภัสสรอยู่แล้ว สว่างจ้าอยู่แล้ว ที่บอกว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายมีเนื้อหาพุทธะอยู่ในตนก็คือเนื้อหาตรงนี้แหละครับ เพียงแต่ถูกบดบังเอาไว้ด้วยโมหะอวิชชาความหลงนั่นเอง

ทีนี้ถามต่อว่าไอ้อวิชชาที่เกิดขึ้นมาทีหลังได้เปลี่ยนคุณสมบัติของมโนธาตุหรือไม่?

อวิชชานั้นไม่ได้เปลี่ยนเนื้อหาหรือคุณสมบัติเดิมแท้ของมโนธาตุไปเลยแม้แต่น้อยครับ เพียงแต่มันห่อหุ้มอยู่ ทำให้ "สติอริยะ" ที่โดยปกติมันอัตโนมัติอยู่แล้ว ไม่จมแช่ไม่เพ่งไม่เผลออยู่แล้ว ก็เกิดสภาวะสะดุดติดๆขัดๆ จากที่เคยอัตโนมัติ มันเลยกลายเป็นระบบ manual คือถูกควบคุมด้วยอัตตาบนความหลงซ้อนลงไปบังคับมโนธาตุ เกิดเป็นกรรมกับมโนธาตุ หรือที่เรียกว่ามโนกรรม ซึ่งปุถุชนหรือสรรพสัตว์ทั้งหลายนี้ทำมโนกรรมอยู่ตลอดเวลาเพราะเข้าใจเอาว่าจิตเป็นตัวเอง มันก็เลยต่อภพต่อชาติไปเรือย ซึ่งอวิชชาที่ห่อหุ้มนี้ก็จะไม่เท่ากันในแต่ละรูปแต่ละนาม ใครหลงน้อยก็บรรลุเร็วและไม่ต้องไปวนปฏิบัตินาน ใครหลงมากก็ไปวนใช้กรรมมากหน่อย

และถ้าจะอธิบายในแบบของสมดุลพลังงานก็คือ เมื่อใส่พลังงานกรรมเข้าไปที่มโนธาตุ เพื่อที่จะให้มันทำงานตามสั่ง ซึ่งมันก็ทำได้ตามนั้นครับ แต่เป็นสติแบบที่ตกอยู่ในความหลง หลงไปปรุงแต่งบนจิต บนสรรพสิ่ง การรู้แบบนี้จึงเกิดแง่มุมอันเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ เกิดเป็นความเห็นความหมาย(แบบหลงไปบนอวิชชา) แล้วก็เกิดอุปาทานเป็นตัวตนขึ้นมา พอไปกำหนดรู้ให้มันเป็นสติขึ้นมา มันก็เป็นได้เหมือนกันครับ แต่เป็นสติที่อุปาทานบนตัววิญญาณขันธ์(4)เอง ซึ่งไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้เลยว่ามันอุปาทานบนจิตตนอยู่ ไม่ใช่สติแบบที่พระพุทธเจ้าสอน และสติที่เกิดขึ้นจากการฝึกเอานี้จึงเป็นสติชั่วคราว พอไม่ฝึกก็ฟุ้งซ่าน แสดงความอนิจจังให้ดูตลอด ก็เพราะมันคายพลังงานกรรมที่ใส่เข้าไปออกมานั่นเอง ผู้ปฏิบัติจึงต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอหรือ "ทำให้มาก" แบบที่แปลกันในพระไตรปิฏก ซึ่งมันไม่ใช่ไงเล่า

โดยธรรมชาติของมโนธาตุนั้น "รู้" อยู่แล้ว ตามคุณสมบัติพื้นฐานของมันเอง แม้ไม่มีใครไปบังคับมันให้รู้ และเมื่อมันรู้เองอยู่แล้ว การรู้เปล่าๆของมโนธาตุจึง เป็นการรู้ที่ไม่ปรุงแต่งว่า สิ่งที่รู้คืออะไร และไม่อุปาทานว่าเป็นตัวเองในการรู้นั้นๆ การรู้แบบอริยะนี้จึงพ้นไปจากความเป็นธรรมคู่ รู้ก็เหมือนไม่รู้ รู้แบบนี้พอรู้แล้วดับลงตรงขณะนั้นทันที ไม่สันตติ(ต่อเนื่อง)ต่อไปข้างหน้า จึงไม่เกิดเป็นสังสารวัฏ เป็นการรู้ที่ไม่ติดพัน ไม่ผูกพัน ไม่มีการเข้าไปแบกสภาวะธรรมทั้งหลายในกายในจิตให้เป็นภาระแม้แต่นิดเดียว ไม่ใช่ไปฝึกให้สติตัดเร็วขึ้นๆแบบที่สอนๆทำๆกันอยู่ รู้แห่งอริยะนั้นมันดับทันทีตรงขณะนั้นไปเอง ไม่ใช่ฝึกดับให้ได้ 7 ขณะจิตแล้วจะเป็นโสดาบัน แบบนั้นมันไม่ใช่ ที่ฝึกไปตัดรู้นั้น มันคือการใส่แรงเข้าไปในการที่จะตัดรู้ แต่มันไปอุปาทานบนตัววิญญาณขันธ์เอง เกิดเป็นสติแบบปุถุชนขึ้นมา ส่วนอาการที่เกิดจากการฝึกน่ะเหรอครับ ก็เดี๋ยวดีเดี๋ยวบ้าไง 555

และ มโนธาตุ(1)บริสุทธิ์ นี้เองที่เรียกว่า "มหาสติแห่งพุทธะ" ครับ เป็นสติที่ "รู้ตามความเป็นจริงแห่งสัจธรรม" ไปเอง เรียกว่า "มหาสติ" ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้แหละที่นักปฏิบัติทั้งหลายผู้ปรารถนานิพพานต้องการ....ซึ่งมันฝึกเอาไม่ได้ครับ

การรู้ความเป็นจริงด้วยความเป็นกลางนั้น ไม่ใช่ "ความเป็นจริง" แบบปุถุชนที่เห็นเธอเห็นฉัน เราเห็นกันและกันนะครับ และไม่ใช่การรู้ตาม "ความเป็นจริง" แบบตามดูตามรู้ในความเปลี่ยนแปลงของสภาวะธรรมใดๆจนมันดับไปแล้วเดี๋ยวสติมันก็จะตัดให้ไวขึ้น แบบนี้ก็ไม่ใช่ครับ สอนผิดหมดเลย แบบนั้นเรียกว่าหลงอุปาทานในการดูการรู้ หลงอุปาทานเอาตัวเอง(วิญญาณ(4)) ไปตัดหรือไปดับสภาวะธรรม ซึ่งมันก็เกิดเป็นมโนกรรมซ้อนลงไป มันเป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นในวงจรสังสารวัฏแล้ว คือตรงตำแหน่ง นามรูป(5)

การรู้ตามความเป็นจริงแห่งสัจธรรมที่ไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตนเป็นเราเป็นเขาอยู่แล้ว นี่แหละเป็นกลางจากตัวตนจริง(ไอ้ที่สอนกันน่ะ มันบอกไม่หมดว่าเป็นกลางจากอะไร) คือ การที่มโนธาตุโดยตัวมันเอง(ที่ไม่มีตัวตนซ้อนลงไป) มันก็รู้ทุกอย่างตาม "ความเป็นจริงแห่งสัจธรรม" อยู่แล้ว และเป็นกลางจากตัวตน ซึ่งที่เข้าไปทำจิตให้เป็นกลางในการดูการรู้แบบนั้น ก็ยังไม่ใช่นะครับ เพราะมันยังอุปาทานบนจิต(ตัวตน)อยู่มันจะเป็นกลางได้ยังไงเล่า

การที่จะสลัดโมหะอวิชชาออกไป จะใช้การเข้าไปดู ไปรู้ ไปพิจารณาไม่ได้ เพราะ เมื่อเราดูขึ้นมา มันก็หลงปรุงแต่งจิตไปแล้ว ไปรู้ขึ้นมาแม้ขณะเดียว ก็มีตัวตนซ้อนลงไปในการดูนั้นแล้ว สังเกตง่ายๆคือ เมื่อใดก็ตามที่ตั้งดูขึ้นมา มันก็จะเกิดเป็นผู้ดูและมีสิ่งที่ถูกดู (นามรูป(5)) ขึ้นมา นั่นก็เกิดเป็นสังสารวัฏไปแล้ว กุศโลบายสำหรับการสลัดความหลงก็คือ ทุกสภาวะธรรมที่ผ่านเข้ามา ก็ไม่ต้องพิจารณามัน เพราะตัวพิจารณานั่นแหละคืออัตตา อะไรที่ผ่านเข้ามาจะรู้หรือไม่รู้ก็ช่างมัน ปล่อยทันที ไม่ต้องไปเอารู้เอาเห็นอะไรกับมัน อะไรๆก็ช่างมัน สงสัยขึ้นมา เอ๊ะขึ้นมาก็ช่างมัน "ไม่" อย่างเดียว แบบนี้มันก็จะตัดที่ต้นขั้วคือ "อวิชชา(2)" ไปเลย มันไม่ใช่ตรงที่การแสวงหาคำตอบสำหรับข้อธรรมทั้งหลาย เพราะคำตอบจะออกมาเองเมื่อพ้นจากอวิชชา(เตือนไปงั้นแหละ เพราะอนุสัยของคนมันก็ชอบคุ้ยแคะแกะเกาแสวงหารู้กันอยู่แล้ว หยุดยาก แต่ก็นะทุกอย่างมันจะคลายตัวมันเองอยู่แล้วไม่ต้องห่วงอะไร 555) และเมื่อไม่ตั้งเอาตัวตนในรู้ ในเห็นซ้อนลงไปในการรู้การเห็นนั้น เดี๋ยวอัตตาและอุปาทานที่ยึดจิตว่าเป็นตัวเราก็จะคลายออกเอง วางเองว่างเอง ไม่ต้องเข้าไปทำ

ทีนี้พอสลัดการปรุงแต่งบนโมหะอวิชชาได้แล้ว สังสารวัฏก็จะดับลงเอง มโนธาตุอันเป็นเนื้อหาเดิมแท้ก็จะเปล่งอานุภาพแห่งสติอริยะออกมาแจ้งแทงทะลุเมฆหมอกแห่งความหลงออกมาเอง แล้วทุกอย่างจะเข้าสู่โหมดอัตโนมัติไปเอง(พระอรหันต์นั้นเหลือแต่กิริยา) นั่นก็แปลว่า ไม่มีอะไรไปยึดเกาะกับสภาวะธรรมใดๆให้เกิดตัวตนขึ้นมาอีกแล้ว เพราะสภาวะธรรมทุกอย่างนั้น ล้วนแล้วแต่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว การไปไล่ยึดไล่ดูไล่รู้สภาวะธรรมทั้งหลายก็ไม่ต่างอะไรกับการวิ่งไล่จับผีนั่นแหละครับ ยึดยังไม่ก็ยึดไม่อยู่ จับเท่าไหร่ก็จับไม่อยู่ ก็มันเป็นเพียงภาพหลอนของโมหะทั้งนั้น จะเอาอะไรจะยึดอะไรได้เล่า และทุกข์ของคนปฏิบัติมันก็เกิดจากตรงนี้แหละครับ จะยึดก็ยึดไม่ได้เพราะมันไม่มีอะไรที่เป็นจริงจะให้ยึด

ต่อเมื่อทิ้งทุกสภาวะธรรมไปแล้ว ทิ้งแม้กระทั่งกาย กระทั่งจิต นั่นแหละ มันก็ละสักกายทิฏฐิ(ความเห็นว่าเป็นตัวเป็นตน)ได้เอง พอละตัวตนไปแล้วมันไม่มีอะไรไปเกาะอะไร ทีนี้ มโนธาตุเปล่าๆ(1) นั้นก็จะเป็นสมาธิไปเอง (มหาสมาธิ) เป็นสติไปเอง(มหาสติ) เป็นสัมปชัญญะไปเอง(มหาสัมปชัญญะ) ทั้งหมดนี้โดยไม่ต้องไปฝึก ไม่ต้องไปทำ เพราะมโนธาตุนั้นมัน "อยู่แล้ว" ตลอด นิพพานอยู่แล้ว ว่าง(จากตัวตน)อยู่แล้วอยู่แล้วตลอด

อย่างที่เข้าไปฝึกเข้าไปปฏิบัติเอานั้น มันไปฝึกตัววิญญาณ(4) ซึ่งยังตั้งอยู่บนอวิชชา(2)น่ะ แล้วมันจะ "รู้" จริงได้ยังไง มันเป็นการสร้างสมุทัยมาบังนิพพานทั้งนั้น หลงไปดู หลงไปรู้ ตัวเองก็สมุทัยอยู่แล้ว พอมาฝึกก็สร้างสมุทัยขึ้นมาบังซ้อนเข้าไปอีก เฮ้อ...ก็สมุทัยนั้นคือไม่รู้ว่าหลงนั่นไงเล่า

สัจธรรมแห่งพระพุทธเจ้านั้นประกาศขึ้นในโลกธาตุเพื่อมาจบให้กับทุกการเริ่มต้น ทุกการแสวงหาทางออกใดๆอยู่แล้ว พระองค์ท่านไม่ได้ให้มาเริ่มทำอะไรเพื่อที่จะจบอะไร เพราะมันจบอยู่แล้ว เพียงแต่หลงไปเอง หลงไปสร้างกรรมขึ้นมาบังเอง ฉะนั้นก็ย้ำเอาไว้ตรงนี้อีกทีก็ได้ว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนวิปัสสนากรรมฐานครับ สิ่งที่ท่านสอนคือสติปัฏฐาน 4

เนื้อหาของสติปัฏฐาน 4 นั้น ให้ฉายหนังซ้ำอีกทีก็ได้ว่า ฐานทั้ง 4 คือ กาย เวทนา จิต ธรรม นั้นไม่ใช่เรา ไม่มีอะไรเป็นของเรา การยึดบนฐานทั้ง 4 ว่าเป็นเรา คือสภาพที่บดบังเนื้อหาแท้ของนิพพานซึ่งมีในทุกสรรพดวงจิตอยู่แล้ว (มโนธาตุ(1)) ก็ให้ปลงทิ้งเสีย ละมันเสียซึ่งฐานทั้ง 4 ที่ยึดที่บังอยู่ คืออะไรก็สักแต่ว่าไป ทุกอย่างก็ช่างมัน ไม่อะไรกับอะไร "ไม่" อยู่แล้ว ไม่ต้องไม่ตั้งกับทุกเรื่องทุกสภาวะ ปลงทิ้งไม่ต้องเอาอัตตาตัวตนซ้อนลงไปในการดูการรู้ทั้งหลาย นั่นแหละโมหะตัณหาอุปาทานที่ยึดติดในฐานทั้ง 4 ว่าเป็นตัวตนเราเขา ก็จะคลายออกจากการเป็นอัตตาไปเอง แล้วมโนธาตุ(1)อันเป็นเนื้อหาเดิมแท้ที่นิพพานอยู่แล้วก็จะประภัสสรขึ้น "แจ้ง" ขึ้น สว่างขึ้น และเกิดเป็น "สติ"เอง โดยไม่ต้องทำอะไร แค่ฟังสัจธรรมให้เข้าใจตรงๆมันก็ล้างโมหะที่ปิดบังเนื้อหาเดิมที่มันนิพพานอยู่แล้วและคลายออกจากตัวตนไปเอง

เนื้อหาของสติปัฏฐานจึงไม่ใช่การเข้าไปปพิจารณาสภาวะธรรมใดๆอีก เพราะพระพุทธเจ้าท่านก็สรุปมาให้หมดแล้วว่าขันธ์นี้ไม่เป็นเรา ไม่ใช่เรา ไม่ต้องไปพิสูจน์ซ้ำอีก ฟังเนื้อหาสัจธรรมให้เข้าใจว่าไม่มีอะไรเป็นตัวเราเท่านั้น ก็ปล่อยเลย ไม่ต้องไปทำกรรมซ้อนในธาตุขันธ์อีก เพราะมันไม่ใช่เราไง นั่นแหละเดี๋ยวก็จะค่อยๆคลายออกจากอัตตาไปเอง คือการพิจารณานั้นเป็นการใช้ฐานจิตไปวนในฐานอื่นทั้งหมด พอมีเจตนาใช้จิต(สติ)เข้าไปดู มันก็อุปาทานบนตัวเองโดยไม่รู้ตัว พออุปาทานลงไปแล้ว งานที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติก็คือ ต้องไปสาละวนวางแต่สิ่งที่ถูกรู้ทั้งนั้น แต่วางและว่างจากการปรุงแต่งบนจิตเองไม่ได้ วางตัวมันเองไม่เป็น ซึ่งตรงนี้ละเอียดมาก ไม่มีใครเห็นหรือทิ้งได้หรอก หากยังไปบังคับจิตให้ดูให้รู้อยู่ และงานวางสิ่งที่ถูกรู้นั้นไม่มีวันจบครับ มีมาเรื่อยๆ แต่ถ้าวางตัวมันเองเมื่อไหร่ ก็จะจบทันที

การที่เข้าไปปฏิบัติเอานั้น มันก็จะเป็นกรรมที่เกิดขึ้นมาบังพระนิพพานอยู่เรื่อยๆ ปฏิบัติเท่าไหร่ก็ไม่จบ จะจบได้ก็ต้องเลิกปฏิบัตินั่นแหละ พระอานนท์ก็บรรลุธรรมตอนจะล้มตัวลงนอนนะครับ ท่านเดินจงกรมเอาเป็นเอาตายแต่ก็ไม่บรรลุเสียที เพราะท่านตั้งเอา แต่พอท่านเดินจนไม่ไหวแล้ว ที่สุดของแจ้แล้ว ท่านก็ปลงทิ้งเลย นอนเลย พอคลายออกนั่นแหละ บรรลุธรรมทันที

ส่วนที่มีสำนักปฏิบัติไปเขียนเอาใหม่ว่า ท่านกำหนดอิริยาบถย่อยเอา แบบนั้นมันเตะเข้าประตูตัวเอง ก็ที่ท่านไปเดินจงกรมเอาเป็นเอาตายน่ะ ทำไมไม่บรรลุเล่า ทำไมมาบรรลุตอนจะล้มตัวลงนอนเล่า ก็เพราะมันคลายออกไง ปลงทิ้งแล้ว ไม่เอาแล้ว มันก็เลยบรรลุฉับพลันไปเอง แล้วท่านก็ถึงบางอ้อไปเอง ที่ท่านไปเดินจงกรมนั้นเป็นการใช้กรรมที่เคยปฏิบัติมาตั้งแต่เมื่อชาติก่อนๆ พอใช้กรรมจบปั๊บ ปลงทิ้งปั๊บ บรรลุทันที

ส่วนคนที่อ่านมาได้ถึงบรรทัดนี้ ก็ไม่ต้องคิดว่าไปใช้กรรมปฏิบัติให้หมดก่อนหรอกครับ อย่าคิดเอาเอง เพราะในความเป็นจริงแล้วมันปลงทิ้งได้เลย ข้ามกรรมวิบากตรงนั้นไปได้เลย แล้วมันก็จะคลายออกเอง นี่คือเนื้อหาแท้ของสติปัฏฐาน 4 และ มหาสติแห่งพุทธะครับ

No comments:

Post a Comment