Saturday, February 9, 2013

มโนธาตุ 101: จิต สติ วิญญาณขันธ์ ธาตุรู้ เข้าใจให้ตรงแล้วเลิกหลงไปเอง

เรารู้กันมาแล้วว่าธรรมชาติของจิตก็คือรับรู้อารมณ์

ในระบบวิปัสสนากรรมฐานก็จะฝึกใช้จิตให้ไปดู ไปรู้ ให้มันทำหน้าที่เป็นสติคอยตามดูตามรู้สภาวะธรรมทั้งหลายไป ส่วนสมถกรรมฐานนั้นก็ฝึกจิตให้นิ่งเป็นสมาธิ

ถามจริงๆ พระพุทธเจ้าท่านก็บอกอยุ่แล้วว่าจิตไม่ใช่เรา จิตไม่เป็นเรา จิตนั้นอนัตตา ไม่เป็นตัวตนเราเขาอะไร แล้วยังจะหลงไปฝึกอีกหรือ?

ก็มันไม่ใช่ที่ไปดู ไปพิจารณาไตรลักษณ์ เพียงแต่ปล่อยจิตให้มันตรงต่อไตรลักษณ์เสียเอง ไม่ต้องไปทำกรรมซ้อนแค่นี้ก็จบแล้ว แต่ไม่เป็นไรถ้าใครยังไม่วางใจ เดี๋ยวผมจะพาไปรู้ลึกเรื่องวิญญาณขันธ์เสียเลยจะได้เลิกหลงดิ้นรนเสียที

องค์ประกอบของจิตนั้นเป็นดังนี้ครับ

จิต(วิญญาณ) (4) = มโนธาตุ(ธาตุรู้) (1) + อวิชชา(โมหะ ความหลง) (2)

ดังนั้นไอ้ที่บอกว่าเอาจิตไปนิพพานเนี่ย มันไปตรงไหนครับ จิตไปกับความหลงอยู่ตลอด และโดยความเป็นจริงแล้ว จิตก็คือการหลงปรุงแต่งเอาเองนั่นไง แล้วมันจะไปไหนได้ครับนอกจากสังสารวัฏ จิตที่แสดงในภาพคือตำแหน่งที่ 4 ครับ

ธรรมชาติของวิญญาณขันธ์นั้นรู้ได้ทีละหนึ่ง เพียงแต่ผลการรู้นั้นถูกแบ่งแยกออกไปเป็น อกุศลจิต กุศลจิต จิตเป็นกลาง และสติ ซึ่งการจัดหมวดหมู่ให้กับจิตเหล่านี้ มันแบ่งไปตามสิ่งที่ถูกรู้ คือถ้าวิญญาณขันธ์ไปเสวยอารมณ์ ไปดู ไปรู้ ไปสัมผัส ไปผัสสะ เกิดเวทนาน เกิดอารมณ์ ก็เรียกว่ามันเป็นจิต ถ้ามันอุปาทานตัวมันเองไม่ไปเสวยอารมณ์อะไรก็จะเรียกว่า สติ(ปุถุชน) โดยรวมแล้วมันก็วิญญาณขันธ์ตัวเดียวกันนั่นแหละ ดังนั้นการเจริญสติโดยเข้าไปทำเอานั้น จึงไม่ใช่สติของอริยะครับ เพราะสติสัมปชัญญะแห่งอริยะนั้นเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของมโนธาตุเปล่าๆอยู่แล้ว มาลงรายละเอียดกันดีกว่าครับ

จิตหรือวิญญาณขันธ์เกิดขึ้นได้ ก็เพราะมโนธาตุหรือธาตุรู้ที่มีเนื้อหาเดิมแท้ที่สว่างประภัสสรอยู่แล้ว แต่ดันถูกครอบงำโดยโมหะอวิชชาความหลง

ซึ่งโดยเนื้อหาและคุณสมบัติดั้งเดิมของมันก็คือมันรู้เองอยู่แล้วตลอดเวลา เป็นรู้ "ทีละหนึ่งขณะ" อย่างแท้จริง รู้แล้วดับลงในขณะจิตเดียวนั้นเอง ไม่ต่อ ไม่ตาม ไม่แช่รู้ไปหลายๆขณะจิต เป็นสัมปชัญญะเองอยู่แล้วตลอดเวลา เป็นสมาธิอยู่แล้วตลอดเวลา ไม่มีหลับๆตื่นๆแช่ๆทรงๆอะไร แต่มันจะจ้าออกไปทุกทิศทาง รู้ชนิดที่เรียกว่ายิ่งกว่ารู้ตัวทั่วพร้อมเสียอีก เป็นรู้ที่คล่องแคล่วว่องไวของมันไปเอง โดยไม่ต้องเข้าไปบังคับ เข้าไปทำให้มันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะขึ้นมา รู้เปล่าๆของมโนธาตุแห่งอริยะนี้เรียกว่า มหาสติ มหาสัมปชัญญะ และจะเรียกว่าเป็นมหาสมาธิด้วยก็ได้เหมือนกัน นี่คือสติอริยะครับ เป็นมโนธาตุเปล่าๆที่ไร้การครอบงำของโมหะอวิชชาความหลง ไร้การเข้าไปบังคับ ไร้การกระทำจากตัณหาอุปาทานใดๆ
หากดูในภาพ สติอริยะก็คือ มโนธาตุที่อยู่ในตำแหน่งที่ 1 ครับ เมื่อไม่ไหลไปตามอวิชชาอันเป็นตัวต้นของสังสารวัฏ วงจรปฏิจจปสมุปบาทหรือวงจรสังสารวัฏก็ไม่เกิด

สติอริยะนั้นถึงแม้ว่าจะไม่ไปบังคับให้มันรู้ มันก็จะรู้เปล่าๆ รู้บริสุทธิ์ของมันไปเอง โดยที่ไม่ปรุงแต่งว่าสิ่งที่รู้นั้นเป็นอะไร มีความหมายว่าอย่างไร คือรู้แล้วดับในขณะนั้นทันที ไม่แช่รู้เลยเถิดไปหลายขณะจิตอย่างของปุถุชน เพราะถ้าไปแช่รู้ปั๊บมันจะไหลไปคิดปรุงแต่งมีความหมาย(ครบวงจร)ขึ้นมาทันที พอไม่ปรุงแต่งก็ไม่ไปประทับสัญญาว่าจำสิ่งที่ถูกรู้ได้ เหตุนี้แหละที่ทำให้ลูกศิษย์หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะออกอาการไม่ค่อยปรุงแต่ง ไม่ค่อยจำ จนดูเหมือนว่าเป็นคนขี้ลืมอย่างร้ายกาจแทบทุกคน

การรู้ทีละหนึ่งของปุถุชนก็ยังเป็นการแช่รู้อยู่นะครับ เพราะรู้ทีละหนึ่งขณะแห่งอริยะจริงๆน่ะ รู้ขึ้นแค่ขณะจิดเดียวแล้วมันก็จะดับไปเอง ไม่มีขณะจิตต่อไปแช่รอเอาไว้(เพราะสันตติหรือความต่อเนื่องอันเกิดจากแรงกรรมในรู้นั้น เป็นผลจากโมหะอวิชชา) ถ้ามันรู้ทีละขณะจริง มันจะไปปรุงแต่ง มันจะไปจำได้ยังไง แต่รู้ทีละหนึ่งของปุถุชนนั้นนับรวมถึงการรู้และเข้าใจว่าสิ่งที่ถูกรู้มันเป็นอะไร ยังไง ฯลฯ แบบนี้ไม่เรียกว่าทีละหนึ่งขณะครับ แต่เรียกว่าเป็นการรู้ทีละ pack คือมันพ่วงเอาสังสารวัฏมาด้วยในการรู้นั้น

ซึ่งจริงๆแล้วเมื่อตรงต่อสัจธรรม ตรงต่อเนื้อหาอริยะแล้ว มันก็จะไม่แบกธาตุขันธ์ติดพันทำงานวกวนตลอดเวลาเหมือนอย่างธาตุขันธ์ของปุถุชน เพราะมันจะ "ว่างอยู่แล้ว" เป็นประธาน นิพาน นิโรธเป็นประธาน (ซึ่งไม่ใช่อารมณ์ที่เกิดจากการเกาะความว่างอย่างที่เข้าใจกัน แต่มันว่างจากการยึดเกาะในอารมณ์หรือสภาวะทั้งปวง พ้นจากวงจรสังสารวัฏ"ทันที") เวลาจะใช้ธาตุขันธ์ทีก็ดำริขึ้นมาที แล้วก็ดับลง ว่าง(จากการยึดเกาะธาตุขันธ์)เป็นประธาน มีธาตุขันธ์แต่ก็ไม่แบก ไม่แช่ตลอดเวลา จะใช้ก็ค่อยดำริใช้ ไม่ใช้มันก็ว่างจากธาตุขันธ์อยู่แล้ว เป็นอิสระจากขันธ์ทั้งหลายโดยปกติไปเอง หมดตัณหา หมดอุปาทานที่เป็นเครื่องร้อยรัดให้เกิดสันตติหรือความต่อเนื่องของภพชาติ เพราะมันไม่เอาอะไรแล้ว แม้กระทั่งกับกายหรือจิตก็ตาม

จากจิตที่เกิดต่อเนื่องไม่รู้จบเป็นวัฏฏะวน เป็นภพเป็นชาติต่อไปหน้าเรื่อย พอคลายจากโมหะอวิชชา จิตที่เกิดต่อเนื่องก็จะดับลง เกิดขณะจิตเท่าที่จำเป็น(หรือที่หลวงพ่อฯท่านบอกว่ามันจะพอเพียงไปเองก็ตรงนี้แหละครับ) ก็จะเหลือเพียงแค่เศษกรรมจากการดำริจิตขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวเพื่อเกื้อกูลโลก เกื้อกูลสังสารวัฏ(ทำงาน)แล้วก็ดับว่างเป็นประธานอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา ไม่ต่อภพต่อชาติ

พระอรหันต์จึงเหลือแต่กิริยาที่ไม่มีจิตหลงและไม่มีเจตนาซ้อนลงไป หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือไม่เป็นกรรมนั่นแหละครับ

เมื่อหมดตัวตนในการครอบครองเป็นเจ้าของธาตุขันธ์เมื่อไหร่ งานที่เหลือเพียงหนึ่งเดียวก็คือการโปรดสัตว์ครับ และสิ่งนี้มันจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องดัดจริตอุปโลกน์ตัวเองขึ้นมารับภาระที่ยิ่งใหญ่ให้เมื่อยตุ้ม เพราะในความเป็นจริงมันก็ไม่มีอะไรเป็นภาระอยู๋แล้ว

และอริยะก็ไม่ใช่ว่าจะพูดสัจธรรมได้ตรงได้คม สมุทเฉทประหารทุกท่านนะครับ การถ่ายทอดสัจธรรมนั้นขึ้นอยู่กับอธิวาสนาบารมีด้วย บางท่านไม่มีปณิธานในการโปรดสัตว์ก็จะพูดสัจธรรมไม่ได้ ก็ดับใช้อานุภาพช่วยคลี่คลายสังสารวัฏเอาแทน เรื่องนี้ถ้าจะให้พูดก็เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่ยาวพอสมควร เอาไว้ถ่ายทอดตามกาลอันควรแก่บุคคลที่ควรได้ฟังดีกว่าครับ

ทีนี้เราหันมาดูรายละเอียดของ "รู้" โดยจิตและสติแบบปุถุชนบ้าง

"รู้" ของอริยะนั้นแตกต่างจาก "รู้"ในเนื้อหาของปุถุชนตรงที่ รู้ของปุถุชนเมื่อ "รู้"แล้วต้องไปปรุงแต่งในสังขารขันธ์(2) ด้วยว่ามันคืออะไร มันทำอะไร หรือเราไปทำอะไร เราไปเห็นอะไร รูปร่างหน้าตาเป็นยังไง หากสิ่งที่รู้นั้นเป็นของใหม่มันก็จะไปประทับในสัญญาขันธ์จดจำเอาไว้ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เคยรู้แล้วจำแล้ว มันจิตมันก็จะวิ่งไปค้นหาเปรียบเทียบ นำเอาข้อมูลในความจำไปปรุงแต่งต่อ เพื่อสรุปว่าสิ่งที่รู้ สิ่งที่เห็นนั้นคืออะไร มีความหมายอย่างไร เรียกว่ามาเป็นแพ็ค มาเป็นพวง พะรุงพะรังมาแต่ไกล

ซึ่งรู้แบบนี้เองที่ทั้งครูบาอาจารย์และผู้ปฏิบัติในแนวตามดูตามรู้กายใจ ฝึกกันอยู่ครับ การฝึกสติรู้แบบนี้ก็คือการฝึกสติบนอวิชชาความหลงนั่นเอง คือเอาวิญญาณ(4)ไปดูไปรู้ ซึ่งมันไม่ใช่รู้เปล่าๆอย่างอริยะ เพราะมันพ่วงอวิชชาไปดูด้วย และกระบวนการฝึกทั้งหมดนั้น ก็ก่อให้เกิดการวนในธาตุขันธ์ ก่อให้เกิดเป็นสังสารวัฏขึ้นมาเสียเอง คือเมื่อฝึกไปรู้ รู้ว่าเย็น ร้อน อ่อน แข็ง นี่มือ นี่ขา มันก็หลงไปบนโมหะแล้ว หลงว่ามันมีมันเป็น(ภพชาติในตำแหน่ง 11-12) ซึ่งบัญญัติทั้งหลายเหล่านี้ก็เป็นเพียงบัญญัติที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมา เพื่อเรียกวัตถุธาตุ หรือสภาวะธรรมทั้งหลายที่ไม่มีอะไรเป็นแบบนั้นจริงๆ เพียงแต่มาประชุม(รวมตัว)กันขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น จากความเป็นจริงที่ว่าทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนมีเพียงธาตุและพลังงานที่แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลานั่นเอง

อีกอย่างคือการไปดูไปรู้แบบฝึกเอานั้นเป็นการเอาตัวเราเข้าไปดู(นาม) สิ่งที่ถูกดู(รูป) มันก็จะไปติดตรงรูปนาม(5)อันเป็นคุณสมบัติของสังสารวัฏไปแล้ว จิตก็จะติดไปกับการเกิดดับ เกิดครบวงจรเป็น ชาติ ชรา มรณะ หรือที่หลวงพ่อใช้ว่าไปหลงเกิดหลงดับ (12-14) โดยตัวมันเองไปแล้วอย่างไม่รู้ตัว อย่างนี้แล้วจะเอาอะไรไปหลุดพ้นจากอะไรได้เล่า ก็มันแค่หลงไปติดหลงไปหลุดเท่านั้นเอง

ถ้าดูจากภาพนะครับ ดูเวทนาก็หลงว่าเวทนามีจริง ดูแล้วก็หลงเกิดตัณหา หลงอยากหลุดพ้น เลยหลงอุปาทานเอาว่าไอ้ที่ดูที่รู้ ที่ทุกข์ที่สุขนั้นมันมีจริง ทุกการหลงดูหลงรู้ก็เกิดเป็นมโนกรรมซ้อนลงไปบนมโนธาตุที่มันประภัสสรอยู่แล้ว กลายเป็นการเกิดขณะจิต(ภพชาติ) คลายออก(ชรา) ดับลง(มรณะ) ตลอดเวลา จำนวนภพชาติที่เกิดดับก็จะทดไปข้างหน้าในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 แต่ก็ไม่สามารถรู้ได้จริงๆว่ากรรมทั้งหลายมันไปจัดเรียงเป็นภพชาติข้างหน้าอย่างไรบ้าง พระพุทธเจ้าท่านจึงถึงบอกว่ากรรมเป็นเรื่องอจิณไตย คือจะไปคิดหาต้นหาปลายกับมันไม่ได้ บ้าตายพอดี

ดังนั้นการจะคลายออกจากวงจรสังสารวัฏดังที่แสดงในภาพได้ ก็ต้องกำจัดอวิชชาความหลงตัวเดียวแล้วสังสารวัฏก็จะดับลงไปของมันอง มีวิธีเดียวก็คือการปลงรู้หรือปลงจิต คือไม่ไปหลงใช้งานมันให้มันทำงานไปเอง ไม่ใช่ไปดับที่จิต จิตที่มันเกิดอยู่ก็เพราะอวิชชาความหลง หมดหลงเมื่อไหร่ จิตจะดับไปเอง ไม่ต้องเอาอะไรไปดับอะไร

แต่ที่ร้ายกาจคือโมหะอวิชชานั้นครอบติดอยู่กับวิญญาณขันธ์ครับ พูดง่ายๆคือตั้งรู้ขึ้นมานิดเดียวก็หลงแล้ว ไหลปรึ้ดเกิดเป็นวงจรแล้ว ก็เกิดเป็นกรรมในวิญญาณขันธ์แล้ว การที่จะกำจ้ดโมหะอวิชชาอันเป็นต้นเหตุของสังสารวัฏหรือสมุทัยเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายได้ ก็มีวิธีเดียวที่ไม่มีอัตตาซ้อนลงไปหรือมีตัวเราเข้าไปดับมัน ก็คือการปลงรู้นั่นเอง

ปลงรู้ในที่นี้ก็คือไม่ต้องไปตั้งรู้ ตั้งดู ตั้งเห็น (ตัดวงจรตรงตำแหน่ง 1 ต่อกับ 2) หรือถ้ามันจะตั้งขึ้นมาก็ช่างมัน เดี๋ยวมันก็คลายไปเอง ไม่ต้องหลงเข้าไปวาง หลงเข้าไปคลายมันอีก เพราะมันจะติดหลงเข้าไปทำกรรมต่อไปไม่จบ ก็การเข้าไปแทรงแซงธาตุขันธ์ที่มันดำเนินไปเองอยู่ตามสภาวะธรรมชาติของมันอยู่แล้วก็คือกรรมนั่นเอง

ส่วนไอ้จิตที่อยากเข้าไปแทรกแซงจัดแจงในสภาวะทั้งหลายนั่นก็คืออัตตาตัวตนนั่นแหละครับ อันนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน จะว่าง่ายก็ง่ายจะว่ายากก็ยาก ก็เอาง่ายๆครับ อะไรๆก็ช่างแม่มมันอย่างเดียว(ฮา) เดี๋ยวมันก็ปลงอัตตา คลายจากอัตตาไปเอง

ช่างแม่ม ก็คือการปิดทางไม่ให้อัตตาตัวตนอันมีความหลงเป็นเจ้าเรือนได้ไปทำกรรมบนกายบนใจนี้อีก มันก็หมดง่ายหมดยากตรงนั้นแล้วนิพพานทันที ไม่ต้องไปรอเบื้องหน้าโน้นเทอญแบบที่มักจะชอบอธิษฐานกันน่ะ 555 (จะช่างมันก็ได้นะครับ แต่ช่างแม่มนี่เด็ดขาดดี ตัดฉัวะ)

เรื่องมโนกรรมนี้ รังสีจิตบอกเราได้ครับ คือ มโนธาตุโดยเนื้อหาเดิมนั้นมีรังสีจิตเป็นสีขาว สว่างเจิดจ้าออกทุกทิศทางอยู่แล้ว อย่างที่เรียกว่า "รู้แจ้ง" นั่นไม่ใช่หมายความว่า รู้อะไรให้เคลียร์ๆชัดๆนะครับ แต่หมายถึง ธาตุรู้ที่สว่างแจ้งออกจากโมหะ ถึงเรียกว่า (ตัว)รู้(มัน)แจ้ง(ออกจากโมหะ) ไง พระพุทธเจ้า พระมหาโพธิสัตว์ท่านก็เห็นรังสีจิตของบุคคลอย่างละเอียดโดยญาณแห่งพุทธะนั่นแหละครับ แค่มีอภิญญาอย่างปุถุชนดูไม่ออกหรอกว่าใครจบแล้วจริงๆ

ส่วนรังสีจิตของปุถุชนนั้น ก็เกิดจากการทำกรรมกับมโนธาตุ มันจึงเป็นแสงสีต่างๆกันไป สีแดงบ้าง สีเขียว สีฟ้า สีเหลือง บ้าง ขมุกขมัวมืดมนบ้าง เหล่านี้เกิดจากพลังงานกรรมที่กดทับมโนธาตุครับ ถ้าไม่มีพลังงานกรรมกดทับมโนธาตุเมื่อไหร่มันก็จะสว่างจ้าออกทุกทิศทางไปเอง ยิ่งคลายยิ่งสว่าง ยิ่งสละก็ยิ่งใสสว่างเจิดจรัสประภัสสรไปเอง นั่นแหละครับเนื้อหาเดิมแท้ที่มันนิพพานอยู่แล้ว

ส่วนที่มีผู้สอนว่าเห็นจิตผู้รู้ให้ฆ่าจิตผู้รู้นั้นเสีย มันจะทำได้ยังไงเล่า ฆ่าตัวมันเองก็คือต้องทิ้งจิตนั่นแหละ ทิ้งก็คือ ทุกอย่างก็ช่างแม่มมัน มันก็ปลงรู้ทันทีนั่นเองครับ ไม่อะไรกับอะไร ไม่ต้องไม่ตั้งเอาตัวตนขึ้นมารู้ มันก็จะแจ้งไปเองไปเลยว่าทุกอย่างมันจบอยู่แล้วทั้งนั้น ส่วนที่ยังคิดว่าตนเองยังไม่จบนั้น ก็เป็นเพียงแต่หลงไปเองทั้งนั้น เมื่อปลงแล้ว จิตก็จะไม่ใช่จิตอีกต่อไป มันก็เป็นเนื้อหาของมโนธาตุเปล่าๆ ที่รู้ทุกอย่างตามความเป็นจริงแห่งสัจธรรมที่ไม่มีอะไรมีความหมายในตัวมันเองอยู่แล้วไปเอง (หมดการปรุงแต่งว่าเป็นนั่นเป็นนี่)

แต่โดยความเป็นปุถุชนที่มักจะเอาตัวตนเข้าไปทำเอาตั้งแต่ตอนปฏิบัติ มันก็จะเกิดความคุ้นเคยในการเอาตัวเองไปฆ่าตัวเอง เอาจิตตัวเองไปฆ่าจิต ซึ่ง...ตลกไหมเล่า เอาตัวเองไปฆ่าตัวเองได้ยังไงเล่า เหมือนเอาปืนยิงเงาของตัวเองในกระจกแล้วคิดว่ากูจบแล้วนั่นแหละครับ ที่สุดก็ไม่รู้ตัวว่าตัวเองยังโด่เด่นึกเอาเองว่าบรรลุธรรมอยู่ตรงนั้น ตายไปถึงได้รู้ความจริงตรงนี้แต่ก็สายไปแล้วกลับมาบอกใครไม่ได้อีก ซึ่งผู้ที่บรรลุธรรมจริงๆน่ะ เขาจะรู้เองว่า...อ้าวมันหลงไปเองนี่หว่า มันไม่มีอะไรจบให้กับอะไรนี่หว่า มันจบอยู่แล้ว มันไม่มีอะไรเลย โลกนี้มันไม่มีอะไรเลย ว่างเปล่าจากความมีความเป็น ทุกอย่างชั่วคราวอยุ่แล้ว(ตัดวงจรได้เมื่อไหร่รูปนาม(5)ก็หมดความหมายครับ) ไม่มีอะไรจบกับอะไรตั้งแต่ต้น เมื่อแจ้งดังนี้ ข้างในมันก็จะหัวเราะไปเองครับ หัวเราะเพราะมันไม่มีอะไรนี่แหละ หลงกระเสือกกระสนไปเองทั้งนั้น จิตมันก็จะเป็นอิสระจากโมหะที่ครอบงำอยู่ไปเอง หมดความเป็นจิตทันที เหลือเพียงมโนธาตุเปล่าๆที่ไม่อุปาทานกับสิ่งใดแม้แต่ตัวมันเอง

การบรรลุธรรมนั้นไม่ได้ทำให้ใครเป็นผู้วิเศษจริง อย่างนั้นมันหลงปรุงแต่งกันไปเอง การบรรลุธรรมที่แท้จริงนั้นคือการกลับคืนสู่เนื้อหาเดิมแท้ที่สามัญที่สุดต่างหาก เปรียบได้กับอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคซึ่งถูกใช้งานและใช้ค่า setting แบบ manual จนอีนุงตุงนังทำงานรวนไปหมด(เพราะกรรม) แล้วได้รับการ reset เครื่องให้กลับไปทำงานอ้ตโนมัติ (ไร้กรรมซ้อน) ในแบบ factory default (ค่าตัวแปรจากโรงงาน) ที่ไร้การปรุงแต่งแทน ก็ง่ายๆเพียงแค่ทิ้งค่า setting เดิม(ตัวตน)เสีย มันก็จะกลับไปสู่ ค่าตัวแปรเดิมไปเอง(นิพพาน)

กลับบ้านเถอะลูก วนว่ายวนเวียนกับภาพมายาทั้งหลายมานานแล้ว ก็ไม่เห็นมีใครได้อะไรไปจริงเสียที แล้วจะไปกระเสือกกระสนต่อไปอีกทำไมเล่า

No comments:

Post a Comment