Tuesday, February 26, 2013

มรณานุสติ101

วันนี้ขอเขียนเรื่องมรณานุสติต้อนรับเดือนโลกแตก ธันวาคม 2012 ซะหน่อย เพราะสำหรับหลายๆคน ถึงตอนนี้ ถ้ามีใครตดเบาๆก็คงจะหัวใจวายตายแล้ว ขี้ขึ้นสมองระยะสุดท้าย เห็นหรือได้ยินอะไรก็ตีเข้าไปเป็นเรื่องโลกแตกซะหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งคนที่บอกว่าตัวเองมีสติ ก็ใช้กรรมไปแล้วกันนะ 555

เห็นสอนกันจังว่าให้พิจารณาความตายอยู่เนืองๆ จนเกิดมรณานุสติ บางคนถึงกับหาหนังเกี่ยวกับหายนภัยมาดู หรือแนะนำให้คนอื่นได้ดูเพื่อเป็นมรณานุสติ แบบนั้นไม่เรียกมรณานุสติ แต่มันคือการตอกย้ำอุปาทานในตัวเองต่างหาก ซึ่งสุดท้ายมันไม่ได้หายกลัวอย่างที่"อยาก" แต่ความกลัวมันจะไปแอบซ่อนอยู่ รอเวลาออกมา...แฮ่!! หลอกเอาอีกรอบหนึ่ง อิอิ

จริงๆแล้วสัจธรรมนั้นคือ มรณานุสติโดยตัวมันเองอยู่แล้ว ก็แค่ปลง ปลงกายปลงจิต ไม่ต้องพยายามดิ้นรนเอาอะไรจากมัน ไม่ต้องดิ้นรนที่จะไปสนองมัน ปล่อยไปตามเหตุปัจจัยนั่นแหละ มันก็จะคลายจากความเป็นตัวตนที่หลงกลัวตายไปเอง เรียกว่าตายก่อนตาย ไม่ใช่ไปดูหนังหายนภัยแล้วก็เอามากลัว เอามานอยด์(ประสาทแดก) เอามาพิจารณาใช้ปัญญากดข่มเอาไว้ เพราะพิจารณาเมื่อไหร่ก็หลงในความเป็นสักกายทิฏฐิขึ้นมาเมื่อนั้น แม้จะพิจารณาจนสงบลงได้ แต่เดี๋ยวเจอของจริงก็ช็อคขึ้นมาอีก เพราะมันได้แค่วางในสิ่งที่ถูกรู้ ถูกพิจารณา แต่ไอ้ความหลงที่มีต่อความตายมันยังอยู่ พอเจออะไรที่เกี่ยวกับความตายมันก็หลงไปปรุง หลงไปยึด หลงไปตอกย้ำเหมือนเดิม เรียกว่าพออาการกลัวตายกำเริบขึ้นมา ก็ต้องมานั่งกดข่มกันทุกรอบ พวกสมถกรรมฐานก็ข่มด้วยกำลังจิต กำลังสมาธิ พวกวิปัสสนากรรมฐานก็ข่มด้วยกำลังปัญญา พวกที่ติดปัญญา ติดพิจารณาอย่าคิดนะว่าตัวเองเจ๋งกว่าพวกสมถะ พอกันนั่นแหละ พวกนึงก็นั่งทับปัญหา อีกพวกนึงนึกว่าตนฉลาดกว่า แต่ดันไม่รู้ตัวว่ากำลังเอาหัว(ปัญญา)ทับปัญหาอยู่ อย่างนี้ต่อให้อีกกี่ชาติก็ไม่จบครับ

มรณานุสติจริงๆจึงไม่ใช่ไปพิจารณาให้หายกลัว แต่ให้ปลงกายปลงจิตเสีย ก็มันไม่ใช่ของเรา เป็นเพียงการยืมมาใช้ชั่วคราว ไอ้อารมณ์กลัวมันก็ชั่วคราวเหมือนกัน อย่าให้มันผลักดัน จะกลัวก็ช่างมัน เพราะมันก็ยังอุปาทานกับความเห็นความหมายกับทิฏฐิในการพิจารณธรรมนั้นอยู่ พอหลงไปพิจารณา สิ่งที่ถูกพิจารณาก็ถูกอุปาทานว่ามีขึ้นไปพร้อมๆกัน

แต่ถ้าปลงกายปลงจิต ปลงทุกสภาวะอารมณ์ ไม่ไหลไปมีความเห็นความหมายกับสิ่งต่างๆแม้กระทั่งความตาย และสิ่งที่น่ากลัวก่อนตาย ทุกอย่างก็ช่างมันปล่อยผ่านไปให้หมด จะกลัวจะไม่กลัวก็ช่างมัน เมื่อนั้นอุปาทานในสภาวะอารมณ์ก็ไม่มี อุปาทานในธรรมก็ไม่มี อุปาทานในสิ่งที่ถูกรู้หรือความตายก็ไม่มี เมื่อนั้นก็จะว่างจากตัวตนในการรู้ในความหมายตรงนั้น แจ้งตรงต่อสัจธรรมทันที แล้วมันก็จะแทงทะลุมายาสมมติที่ปิดบังสัจธรรมความจริงอยู่ไปเอง แจ้งตรงต่อสัจธรรมเมื่อไหร่ จะตายมันก็ไม่กลัวแล้ว เป็นการตายที่ทิ้งแม้กระทั่งอุปาทานในสติ ตายครั้งสุดท้ายแบบสวยสดงดงาม ไม่เกิดไม่ดับอีกต่อไป

และเมื่อใดก็ตามมันปลงไปทุกสภาวะแล้ว ไม่เอาอะไรกับสภาวะไหนแล้วจริงๆ นั่นแหละมันก็จะสงบรำงับจากอารมณ์ต่างๆ ไม่เกี่ยวไม่ข้องไม่ติดไม่ขัด กับ ความหมายและมายาสมมติทั้งหลายที่รับรู้ผ่านทางผัสสะอายตนะ เมื่อนั้นแม้จะตายมันก็ไม่กะพริบตา ไม่สะทกสะท้าน ตายแบบไม่อะไรกับอะไร ทิ้งกายทิ้งใจก่อนธาตุขันธ์แตกดับ จิตที่จะจุติในภพใหม่ก็จะไม่ปรากฏ อย่างนี้เรียกว่าตายจริง ตายจบ แต่ไอ้ที่กระเสือกกระสนดิ้นรนหนีตายน่ะ แบบนั้นไม่ตายจริง แค่เปลี่ยนภูมิใช้กรรมเท่านั้น ดีไม่ดีอาจจะตายลงภูมิต่ำด้วยซ้ำ

สำหรับใครที่กลัวภัยพิบัติมากๆก็ให้ปลงเสียทันที ช่างมัน เลิกตั้งเอากับกายกับใจตัวเอง พอไม่ตั้งเอา มันก็ไม่บีบคั้น มันก็จะปลงคลายออกจากความรู้สึกและอารมณ์ที่จัดจ้านไปเอง ฟังสัจธรรมบ่อยๆมันจะค่อยๆคลายไปเอง ไม่ต้องไปรอให้ภัยพิบัติมันมาก่อนแล้วค่อยเจริญมรณานุสติ แบบนั้นมันไม่ทันหรอก ภัยพิบัติที่คนตายกันมากๆ ส่วนใหญ่จะลงอบายภูมิทั้งนั้น เพราะมันทนเสียงโหยหวน ภาพอันน่าสยดสยองกันไม่ได้ จิตก็เลยลงภูมิต่ำ ตายไม่ดี ส่วนใครที่คุมสติได้ก็ตายดีหน่อย แต่ก็ยังต้องเกิดมาเจอภัยพิบัติซ้ำๆอีกไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ

การเลี้ยงผีเลี้ยงไข้ตัวเองหรือผู้อื่นเอาไว้ในสังสารวัฏจึงไม่ใช่เรื่องสนุกอะไร เพราะเดี๋ยวมันก็ผี เดี๋ยวมันก็ไข้ บ้าๆบอๆอยู่อย่างนั้นทุกภพทุกชาติไป แม้แต่เทวดาหรือพรหมก็ไม่เว้น ไม่มีใครดีกว่าใครในหลุมดำแห่งสังสารวัฏนี้หรอกนะ ก็ให้มันจบๆไปเลย ทิ้งแม้กระทั่งตัวเองที่หลงซ้อนรู้ในสติ นั่นแหละคือ มรณานุสติที่แท้จริง

No comments:

Post a Comment