Thursday, February 7, 2013

นิพพาน 101

ใครคิดว่าตัวเองยังไม่นิพพานหรือไม่ตรงต่อสัจธรรมบ้างครับ?

ย้อนกลับไปทำความเข้าใจกฏไตรลักษณ์กันใหม่สักนิดนึงก่อน

กฏไตรลักษณ์นั้นมีอยู่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในสังสารวัฏนี้ล้วนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แปลให้เป็นไทยได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และไม่มีอะไรที่เป็นตัวเป็นตนจริงๆ ซึ่งกฏไตรลักษณ์นี่แหละคือรหัสนัยแห่งพระนิพพานที่เราไม่เคยเข้าใจเนื้อหามันจริงๆมาก่อน ใช่ครับ กฏไตรลักษณ์นั้นอธิบายถึงพระนิพพานตรงๆนั่นแหละ

ทีนี้มีใครบ้างครับที่ไม่อยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์?

ไม่มีนะครับ ถ้าทุกสรรพชีวิตอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์ นั่นก็แปลได้ว่า มันนิพพานกันอยู่แล้วทั้งหมด มันตรงต่อสัจธรรมกันอยู่แล้วทั้งหมด ยกเว้นแต่คุณไม่ได้อยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์เสียเอง

ใครที่ไม่นิพพานจึงไม่มีนะครับ เข้าใจกันเสียใหม่ ไอ้ที่ตรงหรือไม่ตรง ที่เถียงๆกันน่ะ เตะทิ้งไปเลย เพราะมันมีแต่หลงไปว่าไม่นิพพาน พระพุทธเจ้าจึงทรงมาประกาศสัจธรรมเพื่อล้างความหลง(ว่ายยังไม่นิพพาน)ให้สรรพสัตว์นั่นแหละ

ดังนั้นการที่เราใช้ศัพท์อธิบายกันว่าแจ้งในนิพพานนั้นก็คือ การหมดหลง(ว่าไม่นิพพาน) และพบว่า อ๋อ ทุกอย่างมันนิพพานอยู่แล้วนั่นเอง เพียงแต่ว่าเราหลงเข้าใจผิดไปเองว่ามันไม่นิพพาน หลงไม่วางใจว่าทุกอย่างมันนิพพานอยู่แล้ว แล้วก็หลงไปทำกรรม ใช้กรรมไม่รู้จบ

ซึ่งตามความหมายของกฏไตรลักษณ์นั้น สรุปรวมลงสู่ความไม่ยึดติดสถานเดียว และเพราะว่าเราหลงไปยึดติดในสรรพสิ่งต่างๆเราจึงมีตัวตน พอไม่ยึดติดมันจึงคลายออกจากความเป็นอัตตาตัวตนทันที ยิ่งคลายความยึดติดก็ยิ่งตรงต่อเนื้อหาไตรลักษณ์หรือพระนิพพานไปเอง โดยไม่ต้องปฏิบัติตัว ปฏิบัติใจอะไรอีกแม้แต่น้อย

ส่วนสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศนั้น ก็เป็นเพียงมายาสมมติชุดหนึ่งที่ถูกคัดเลือก กลั่นกรองมาเพื่อใช้ในการแทงทะลุความหลงของสรรพสัตว์ให้แจ้งว่ามันนิพพานอยู่แล้วนั่นเอง เมื่อแจ้งแล้ว แม้สัจธรรมเองก็ไม่มีค่า ไม่มีความหมายอะไร เป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้แทงทะลุความหลงเท่านั้น ไปยึดเอาก็ไม่ได้

ถ้าจะให้เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆก็ประมาณนี้ครับ สรรพสัตว์ล้วนเหมือนอยู่ในฝันของตน(สังสารวัฏ) การที่พระพุทธเจ้าจะปลุกให้เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายได้ตื่นออกจากความฝัน ก็ต้องเข้าไปในฝันของสรรพสัตว์(อวตารหรือจุติลงมาในสังสารวัฏ) แล้วนำสัจธรรม ซึ่งเป็นเหมือนชุดถอดรหัสความหลงมาประกาศเอาไว้ในสังสารวัฏ เมื่อเหล่าสรรพสัตว์ได้ยิน ได้ฟังสัจธรรมกันตรงๆก็จะตื่นออกจากความฝันเอง(สังสารวัฏดับลงและแจ้งว่าจริงๆมันนิพพานอยู่แล้วทั้งหมด)

แต่ทีนี้ความซับซ้อนของความฝัน(สังสารวัฏ)ในหมู่สรรพสัตว์นั้นมีมาก เพราะหลงคิดเอา หลงทึกทัก หลงยึดเอาว่าตนเองเป็นทุกข์(ฝันไปเองว่า ตนถูกทรมานในความฝันของตน แล้วเชื่อเอาว่ามันเป็นความจริงตามนั้น) พอมีสัจธรรมประกาศขึ้นในโลกธาตุและสรรพสัตว์ที่ได้ยินได้ฟังก็สามารถพาตนเองให้พ้นจากทุกข์ได้ สรรพสัตว์จำนวนมากเหล่านั้นก็พุ่งเข้าไปยึดสัจธรรมเป็นที่พึ่ง เป็นสรณะทันที ใครที่เข้าไปยึดสัจธรรมโดยไม่เข้าใจสัจธรรม ก็ไม่ต่างอะไรกับลิงได้แก้ว เรียกว่าเจอทางออกจากความฝันหรือสังสารวัฏของตนแล้ว แต่ก็ตื่นจากฝันไม่ได้ เพราะมัวแต่พยายามพาตัวตน พาจิตใจในความฝันนั้นให้ตื่นออกไปจากความฝันของตน แล้วมันจะสำเร็จไหมเล่า เพราะที่สุดแล้วจิตที่อยู่ในความฝันนั้นมันก็คือผลพวงของความฝันนั้นเสียเอง สิ่งที่อยู่ในสังสารวัฏจึงไม่มีอะไรที่เป็น "จริง" สักอย่างเดียว

ส่วนผู้ที่เข้าใจสัจธรรมแล้ว แจ้งแล้วแต่ยังยึดกับสัจธรรมอยู่ มันก็ยังเป็นสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น คือหากยังไม่ทิ้งสัจธรรมก็จะไม่ตื่นออกจากความหลงอย่างเต็มที่ เพราะสัจธรรมที่เป็นคำพูดหรือรหัสนัยที่ใช้ถอดรหัสสังสารวัฏนั้นเป็นเพียงมายาสมมติที่มีใช้ในสังสารวัฏเท่านั้น ถ้าเข้าไปยึดกับสัจธรรมก็เท่ากับเข้าไปยึดสมมติ สัจธรรมแท้ๆนั้นไม่มีอะไรให้ยึด สัจธรรมนั้นจึงไม่มีค่ามีความหมายอะไรเลยเหมือนสังสารวัฏนั่นแหละ มันเป็นเพียงมายาสมมติทั้งนั้น ที่ยึดเข้าไปได้คืออุปาทานบนความดิ้นรนที่จะพ้นจากทุกข์นั่นเอง นี่คือเหตุผลว่าทำไม ผมถึงบอกว่านิพพานกับสังสารวัฏมันมีค่าเท่ากัน คือมันไม่มีอะไรทั้งสิ้น มันไม่มีอะไรเป็นทุกข์ เป็นสุข หรือเป็นอะไรจริงๆอยู่แล้ว

ดังนั้นถ้าแจ้งแล้วยังยึดสัจธรรมอยู่ มันก็จะมีแอบๆทุกข์อยู่(ก็เพราะความยึดติดนั่นแหละ) พอทุกข์จากวิบากกรรมมาที ก็วิ่งหาสัจธรรมที ฟังสัจธรรมที ไปวัด ไปกราบหลวงพ่อที โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองน่ะยึดติดกับสัจธรรม และความยึดติดนั่นแหละก็จะไปบังนิพพานเสียเอง เรียกว่าตื่นยังไม่ขาด ยังเจือความหลงแง่หลงมุมของทิฏฐิตนต่อสัจธรรมอยู่ ซึ่งสัจธรรมจริงๆนั้นไม่มีแง่มุมครับ ถ้ายิ่งไปพูดสัจธรรมอย่างมีแง่มีมุม แทนที่จะสลายแง่มุมนะ เดี๋ยวตัวเองนั่นแหละจะติดทิฏฐิตัวเองเข้าไปอีก หลงแง่หลงมุมของตัวเองเข้าไปกันใหญ่

วางสัจธรรมลงได้เมื่อไหร่มันก็จะตื่นออกเต็มที่ครับ ไม่หลงในแง่มุมใดๆอีก วิบากก็หมดความหมายในความเป็นวิบากโดยสิ้นเชิง ทุกข์ก็หมดความหมายในความเป็นทุกข์โดยสิ้นเชิง หมดกลัว หมดทุกข์ หมดความคิดความเห็นว่ามันมีทุกข์เป็นทุกข์อย่างแท้จริง เรียกว่าเกลี้ยงไปหมด ราบเรียบไปหมดนั่นแหละครับ ถึงตรงนี้จะฟังหลวงพ่อหรือไม่ฟังหลวงพ่อก็ได้แล้วครับ ก็มันตื่นออกหมดจดเต็มที่จากความมีความเป็นนั่นนี่แล้วจะเอาอะไรอีก

เพียงแต่ว่าจะกล้าทิ้งความยึดติดแบบหมดใจจริงๆหรือเปล่านั่นแหละ ขืนกั้กๆ ยึดๆเอาไว้เดี๋ยวก็ได้เก็บไปฝันต่อชาติหน้าหรอก

No comments:

Post a Comment