Tuesday, February 26, 2013

อิทัปปัจจยตา101

เชื่อว่าผู้ปฏิบัติธรรมและนักศึกษาธรรมหลายท่านคงเคยอ่านเรื่อง อิทัปปัจจยตา หรือกฏแห่งเหตุและผลกันมาแล้ว

อิทัปปัจจยตา นั้นเป็นเรื่องของเหตุที่ทำให้เกิดผล การอิงอาศัยธรรมต่างๆในการเกิดขึ้นเป็นทอดๆ เมื่อสิ่งหนึ่งเกิด อีกสิ่งหนึ่งก็เกิด เมื่อเหตุดับ ผลก็ดับ ซึ่งก็เป็นเนื่อหาที่เข้าใจกันถูกแล้ว แต่....

แต่นักปฏิบัติและครูบาอาจารย์ทั้งหลายหารู้ไม่ว่า อิทัปปัจจยตานั้นเป็นกฏแห่งเหตุและผลการอิงอาศัยในการเกิดขึ้นของ "สังสารวัฏ" เท่านั้น ไม่สามารถใช้กับนิพพานได้เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะนิพพานนั้นไม่เนื่องด้วยเหตุหรือเงื่อนไขอะไรทั้งสิ้น ไม่เกิดไม่ดับอยู่แล้ว

ซึ่งความเข้าใจผิดนี้เองทำให้ครูบาอาจารย์ในหลักสูตรวิปัสสนาทั้งหลายได้พาลูกศิษย์ลูกหาตลอดจนถึงตัวครูบาอาจารย์เอง "สร้างเหตุ" เพื่อให้ถึง "มรรคผลนิพพาน" กันยกใหญ่ แล้วก็ตู่ว่า หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านสอนให้ทำผลโดยตรง โดยที่ไม่สร้างเหตุให้ตรงต่อมรรคผลนิพพานก่อน นี่มันเชื่อกันแบบเชิงโลกียวิสัยแห่งความเป็นสัตว์แบบนี้กันเลยทีเดียว

ทีนี้ย้อนกลับมาที่อริยสัจสี่กันนิดนึง อริยสัจสี่มี 4 ข้อตามลำดับคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

ทุกวันนี้สรรพสัตว์ทั้งหลายนั้น มัวแต่เจริญสมุทัยอันเป็นเหตุแห่งทุกข์กันอยู่แล้ว มันก็เลยทุกข์ ไม่ต้องบอกก็รู้กันเองว่าทุกข์ ไม่ต้องตอกย้ำก็รู้อยู่แล้วว่าทุกข์ ไม่ต้องรู้อภิธรรมก็รู้ว่าทุกข์ด้วยตัวเองอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญคือ ไม่มีใครรู้จริงๆว่าสมุทัยอันเป็นเหตุแห่งทุกข์นั้นเกิดจากตรงไหน แล้วจะทำยังไงให้เหตุมันดับ

และโดยอนุสัยเชิงโลกียะที่ชอบทำเอา ชอบแก้ปัญหาเอา ผู้คนทั้งหลายก็เลยพยายามไปดับเหตุแห่งทุกข์ด้วย"ตัวเอง" พอตัวเองเข้ามาเกี่ยวก็ฉิบหายล่ะทีนี้ กลายเป็ฯการตอกย้ำโมหะอุปาทานกันยกใหญ่ ไปข้างหน้าเรื่อยเปื่อยหวานเย็นกันเลย หยุดไม่เป็น จบไม่เป็น พอปฏิบัติไปนานๆก็ลืมแล้วว่ากำลังพยายามหาทางดับเหตุแห่งทุกข์อยู่ ก็เลยกลายเป็นการเจริญปัญญา แบกปัญญาที่ได้จากการปรุงแต่งในธรรมไปแทน ผลน่ะเหรอครับ..หนังสือธรรมะเต็มตู้...แต่ก็ไม่จบ เข้าคอร์สปฏิบัติเป็นว่าเล่น...นึกว่าจะจบกันง่ายๆ แต่ปฏิบัติเรื่อยหนทางก็ยิ่งห่างไกลออกไป ยิ่งปฏิบัติเองแล้วเจอภาวะลุ่มๆดอนๆแห่งจิตแห่งสติที่มันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้วก็ยิ่งวังเวง ประมาณ พี่ขา...หนูเหงา...ฮา ก็เลยชอบไปปฏิบัติธรรม เสื้อขาวเต็มตู้ แล้วก็เฮโลไปกันบ่อยๆก็เลยกลายเป็นสังสารวัฏ เอ๊ยธรรมะสังสรร พากันฟุ้งซ่านทางธรรมกันต่อไป ไม่เชื่อไปสังเกตเว็บไซต์ธรรมะทั้งหลายสิ คนเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ใหญ่โตขึ้นทุกวันๆ แต่ก๋ไม่เห็นมีใครจบตัวเองได้เลย

ในขณะตัวเองก็ยังจบให้ตัวเองไม่เป็น พอปฏิบัติไปมากๆ จิตเป็นกุศล อิ่มเอิบไปด้วยบุญ ก็เลยหาทางมีส่วนในการเผยแพร่ซะหน่อยละกันวะ ทีนี้คนที่จบให้ตัวเองไม่เป็น แต่ดันอยากเผยแพร่ขึ้นเว็บไซต์ ขึ้นเว็บบอร์ดกระดานสนทนา ทำไปนานๆก็ตั้งตัวเป็นกูรูทางธรรม นั่งนิ่งหลังแข็ง ไล่ตอบปัญหาให้ชาวบ้านชาวช่องด้วยวิสัยทนาย คือเปิดพระไตรปิฏกแล้วโพสต์ตอบคนถาม หรือไม่ก็จำคำครูบาอาจาย์ที่เท่ๆมาบอกกล่าว เช่น บาตรลอยทวนน้ำ(หมายความว่าอะไรจ๊ะบอกหน่อยสิ) ตกกระแสธรรม(รู้หรือว่ามันคืออะไร ไม่รู้หลังไมค์ได้นะ ตอบให้อย่างละเอียด) สังสารวัฏพลิกคว่ำต่อหน้าต่อตา(เริ่มเอาฮาล่ะ) เห็นจิตผู้รู้ให้ฆ่าจิตผู้รู้เสีย(เริ่มดรามา) ฯลฯ ซึ่งเหล่ามือสมัครเล่นพวกนี้แหละที่ทำให้ผู้คนทั้งหลายได้หลงวนเวียนยึดติดอยู่กับวิถีวิธีการ อุปโลกน์สร้างเงื่อนไขขึ้นมาผูกโยงกับการปฏิบัติ จนบางแห่งเริ่มเหมือนการเข้ารีตไปเสียด้วยซ้ำ เสร็จแล้วไอ้ที่ทำมาทั้งหมดก็ปิดบังพระนิพพานไปเสียเอง เพราะสิ่งที่อธิบายมาทั้งหมดสองย่อหน้านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างเหตุแห่งทุกข์ให้กับตนเองและผู้อื่น ตอกย้ำโมหะทิฏฐิอันเป็นเครื่องมือของอวิชชาอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ให้แก่กันและกันโดยไม่รู้ตัว

ในสมัยพุทธกาลนั้น ผู้ที่เผยแพร่สัจธรรมจริงๆต้องระดับพระอนาคามีขึ้นไปนะครับขอบอก ไม่เชื่อไปค้นดูได้เลย ไม่มีหรอกนะให้ปุถุชนมาเผยแพร่เหมือนสมัยนี้น่ะ มันถึงได้มั่วซั่วกันไปหมดนี่ไง

และแม้ว่าผู้คนทั้งหลายได้อ่านและเข้าใจหลักอิทัปปัจจยตาแล้วก็ตาม ก็หาได้แจ้งในความเป็นจริงว่าสังสารวัฏนั้นอาศัยเหตุให้เกิดไม่ และไม่รู้ว่าจะดับสังสารวัฏก็ง่ายนิดเดียว ก็ปลงเหตุแห่งการเกิดเสียให้หมด เมื่อไม่มีเหตุอันเป็นต้นทางแล้วผลต่างๆที่อิงอาศัยกันเกิดเป็นสังสารวัฏก็จะดับลงเอง นิพพานของมันเอง ไม่ใช่ไปสร้างเหตุให้ถึงมรรคผลนิพพาน เพราะนิพพานว่างจากตัวตน ว่างจากสักกายทิฏฐิ หรือว่างจากความเห็นความหมายต่อสิ่งต่างๆที่เป็นเพียงสมมติ นอกเหนือสภาวะทุกอย่าง ไม่มีทางที่จะเอาเราเข้าไปทำแล้วได้ผลเป็นนิพพานออกมา ไมงั้นว่าจะเอานิพพานไปค้ำประกันเงินกู้ซะหน่อย(ฮา)

เหตุแห่งการเกิดสังสารวัฏก็อะไรล่ะครับ ก็โมหะอวิชชา นั่นแหละ แต่อวิชชาก็ต้องอาศัย "การรู้ การเห็น การได้ยิน การสัมผัส"หรืออาศัยอายตนะทั้งหลายในการเกิด เป็นการปรุงแต่งในวิญญาณอายตนะ เกิดเป็นตัวตนในการรู้ เกิดเป็นนามกับรูป หรือเกิดเป็นผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ เกิดเป็นตัวตนในการเห็น การได้ยิน การสัมผัส อันรวมเรียกว่า สักกายทิฏฐิ หรือ ความหลงเห็นว่าเป็นตัวตน หรือย่างที่หลวงพ่อท่านมักจะพูดเสมอว่า อย่างมัวแต่ตัวเองในอะไรๆ นั่นแหละครับคือท่านพูดให้ปลงละสักกายทิฏฐิตรงๆเลย ฟังแล้วมันจะปลงไปเอง ไม่ใช่ฟังแล้วให้ไปทำอะไรอีก ซึ่งถ้าแรงเยอะมากนักก็เอาไปแบกข้าวสารเถอะนะ

รู้หรือไม่ว่าแม้กระทั่งอ่านพระไตรปิฏกแล้วเข้าใจก็ยังเป็นเพียงทิฏฐิเท่านั้น ยังเป็นสมุทัยต้นทางแห่งทุกข์อยู่ หาได้เป็นธรรมแท้หรือพระนิพพานจริงๆไม่ ไม่นับที่ตีความกันผิดอีก กลายเป็นการบิดเบือนเนื้อหาสัจธรรมจนกลายเป็นกรรมกับมาบังอีก ซึ่งถึงตรงนี้ก็ยังยืนยัน นั่งยันนอนยันเหมือนเดิมว่าไม่มีใครที่จะแจ้งในเนื้อหาพระนิพพานด้วยการอ่าน การฝึก การทำจิตทำใจ ถือศีลกินเจ เจริญสติ เจริญปัญญา เจริญสมาธิแบบไหนแม้แต่คนเดียว เพราะเนื้อหาอริยะจริงๆพ้นจากความเป็นบุคคลไปแล้ว ก็มาจากการปลงการคลายในเงื่อนไขแห่งตนเองลง พอปลงเหตุแล้วมันก็จะนอกเหนือเงื่อนไขทั้วปวงอันเป็นเหตุให้เกิดสังสารวัฏไปเอง สว่างไปเอง นิพพานของมันเอง เหลือเพียงธาตุขันธ์เปล่าๆที่ทำงานโดยอัตโนมัติไปเองอย่างอริยะ หมดความเป็นบุคคลเราเขา แล้วจะเอาใครไปบรรลุนิพพานได้อีก...ไม่มี

ดังนั้นกระบวนการแสวงหา กระบวนการปฏิบัติที่สอนๆกันอยู่ในปัจจุบันจึงผิดธรรม บังนิพพาน เพราะดันไปเจริญสักกายทิฏฐิโดยตรง ทั้งๆที่นักปฏิบัติพยายามจะละสักกายทิฏฐิให้ได้ในชาตินี้ ถ้าไม่เชื่อก็ลองฝึกปฏิบัติไปเรื่อยๆตามมแบบของตนสิ แต่อย่าไปหวังว่าจะจบในชาตินี้นะจ๊ะ แม้แต่ครูบาอาจารย์ที่ไม่มีเนื้อหาสัจธรรมรองรับก็ช่วยบ่ได้ดอก ตัวเองก็เอาไม่รอด ลองเองก็แล้วกัน เห็นเชื่อตัวเองกันนักนี่...ไม่รู้เหรอว่า "ตัวเอง" ก็สักกายทิฏฐินั่นแหละ

กฏอิทัปปัจจยตาจึงเป็นกฏที่บอกให้เราปลงเหตุเสีย เมื่อปลงเหตุสมุทัยอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ เหตุแห่งความหลง ก็จะดับลงเอง ก็จะแจ้งตรงต่อเนื้อหาพระนิพพานไปเองทันที ไม่ต้องกดบัตรคิวหรือเข้าแถวรอตรวจสอบตอนตายว่าจะนิพพานไหม แบบนั้นก็ยังมั่วอยู่น่ะ นิพพานได้ในปัจจุบันฉับพลันเลย เพราะนิพพานนั้นรองรับสังสารวัฏอยู่แล้วตลอด นิพพานอยู่แล้วตลอด สว่างไสวอยู่แล้วตลอด ไม่เนืองด้วยเหตุใดทั้งทางโลกทางธรรมอยู่แล้วตลอด พอเลิกทำเลิกสร้างเหตุที่ปิดบังพระนิพพาน ปิดบังความสว่างไสวในตัวมันเอง ก็จะแจ้งตรงต่อความที่มันนิพพานอยู่แล้วไปเอง สว่างไสวไปเอง โดยที่ไม่ต้องสร้างเหตุอะไรขึ้นมาเพื่อให้ได้มรรคผลนิพพานเลย เพราะการสร้างเหตุเพื่อให้ถึงมรรคผลนิพพานนั้นเป็นความหลงเข้าใจผิดเชิงโลกียวิสัยเท่านั้น คือไปสร้างเหตุเพื่อจะให้ได้ผลเป็นพระนิพพาน แบบนี้ก็ยังไม่ใช่ มันก็จะกลายเป็นนิพพานแบบกรรมกร ประเภทขอให้กูได้ออกแรงหน่อยเหอะแล้วจะสมคุณค่าของความเป็นนิพพาน ทำไปก็โมฆะเอาสิ ท้าเลย ทำอะไรได้นอกจากเหตุแห่งทุกข์ ก็เพราะกฏอิทัปปัจจยตานั้นเป็นกฏที่ใช้อธิบายการเกิดและอิงอาศัยในการเกิดขึ้นแห่งสังสารวัฏเท่านั้นจริงๆ

ก็เพียงเข้าใจเนื้อหาสัจธรรมให้ตรง ไม่ต้องไปเข้าใจในแบบของตัวเองอีก เดี๋ยวมันก็จะเลิกหลงทำเหตุเสวยเหตุไปเอง ไม่ต้องทำอะไรมากกว่านี้เลย ตัวเองน่ะไม่ได้เรื่องหรอก เพราะไอ้ที่ทำมากๆ เยอะๆ เกินๆจากตัวเองนั่นแหละที่มันกลายเป็นส่วนเกินหรือสังสารวัฏขึ้นมาทันที

No comments:

Post a Comment