Thursday, February 7, 2013

ผัสสะ-อายตนะ101: ผีหลอก วิญญาณหลอน

เมื่อปี 1999 ผมได้ทำหนังสั้นด้วยฟิล์ม 16 มม.หมดอายุเรื่องหนึ่ง หนังสั้นเรื่องนั้นมีชื่อว่า The End of Paradise เป็นเรื่องราวของจิตแพทย์ที่ออกตามหาคนบ้าซึ่งหนีออกจากโรงพยาบาลบ้าเพื่อเอาความจริงเกี่ยวกับจิตอันเป็นมายาไปประกาศให้โลกได้รับรู้ แต่สุดท้ายก็อาจจะเป็นเพียงแค่ความเพ้อเจ้อของคนบ้าหรือความงี่เง่าของคนปกติก็ไม่รู้ได้

หนังเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าความจริงที่ทุกๆคนยึดกันอยู่ทุกวันว่าเป็นความปกติธรรมดานั้น มันไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่คนบ้ารับรู้และยึดถือเลย คือมันเป็นมายาแห่งจิตทั้งนั้น หนังก็เลยเลือนเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่เรายึดว่าเป็นความจริง ความปกติกับสิ่งที่เรายึดเอาเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าบ้าลงจนหมดสิ้น แถมไม่ตัดสินว่าใครดี ใครบ้า เพราะจริงๆมันก็บ้าทั้งคู่ และตรงปกเทป VHS ผมออกแบบโดยใช้คำโปรยประมาณนี้ครับ

Whenever you start thinking, you're haunted by your mind already.
(เมื่อใดก็ตามที่คุณเริ่มคิด คุณก็ถูกจิตคุณหลอกไปเรียบรัอยแล้ว)

นัยแห่งคำโปรยนี้เองที่สะท้อนให้เห็นว่าจิตนั้นเป็นมายา (ตอนนั้นผมยังไม่ได้สนใจศาสนาด้วยซ้ำไป แต่ก็ไม่รู้ว่าเขียนประโยคนี้ออกมาได้ยังไง...ไอเดียเจ๋งนะแต่หนังห่วยมาก 555)

จริงๆแล้วไม่ใช่แค่จิตหรอกครับที่เป็นมายา เพราะถ้าจิตซึ่งเป็นวิญญาณขันธ์อันเป็นต้นทางของสังสารวัฏนั้นเป็นมายา ผัสสะ อายตนะ ทั้งหมด ตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่เหลือก็ล้วนเป็นมายาเช่นกัน

พูดแบบชาวบ้านๆก็คือเราถูกผีหลอกทุกครั้งที่ตั้งรู้ตั้งดู ตั้งเอากับสัมผัสทั้งหลายนั่นแหละ คือแม้ว่าสิ่งต่างๆที่เรารับรู้นั้นจะสัมผัสได้จริง เห็นจริง แต่ทุกอย่างก็ไม่ใช่ความจริงก็เพราะทุกอย่างมาจากความหลงเอาว่ามันมีมันเป็นทั้งนั้น

คนบ้าก็เชื่อว่าโลกที่เขารับรู้ เขาสัมผัสได้นั้นมีจริง เขาถึงได้เชื่อแบบนั้น โต้ตอบสิ่งต่างๆไปแบบนั้น ส่วนคนปกติ ที่เชื่อว่าตัวเองปกติก็เพราะโลกที่รับรู้นั้น อ้างอิงได้กับคนอื่นๆทั่วไป จึงถูกเรียกว่าปกติ คนที่เสพยาเสพติดก็เชื่อว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้นเป็นจริง คือจริงของเขา แต่ไม่จริงของเรา แล้วทีนี้รู้หรือยังว่าความจริงบนโลกสมมตินั้นมันไม่มีจริง ไม่ใช่ของจริง มันเป็นเพียงสิ่งสัมพัทธ์และอ้างอิงกับสิ่งอื่นทั้งนั้น พออ้างอิงได้ก็เลยเข้าไปยึดว่ามันมี มันเป็นขึ้นมาจริงๆ สุดท้ายก็หลงมัวเมายึดติดอยู่แต่กับสิ่งที่เป็นมายาเหล่านี้ มายาบนความหลงที่ทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายว่ายวนในภพภูมิอันเป็นมายาทั้ง 31 ภพภูมิไม่รู้จบ

ในเมื่อทุกอย่างที่เรารับรู้ผ่านจิตนั้นเป็นมายา ทุกครั้งที่รู้ขึ้นถึงความมีความเป็นของสรรพสิ่งต่างๆ มันก็ถูกหลอกไปแล้ว แล้วอย่างนี้จะไปเจริญสติ เจริญสมาธิเพื่ออะไร ในเมื่อการเจริญสิ่งเหล่านี้ก็เป็นไปบนมายาทั้งนั้น ก็ไปถามคนบ้าที่เห็นภาพหลอนสิว่าเขาเห็นจริงไหม ก็เขาเห็นของเขาจริงๆไง มันก็เลยเป็นความจริง "ของเขา" ในความเป็นจริงแล้วสรรพสัตว์ที่ยังหลงอยู่ก็เข้าข่ายเป็นบ้าโรคจิตกันทั้งนั้น

สัจจะความเป็นจริงเพียงหนึ่งเดียวนั้น คือทุกอย่างมันไม่มีอะไรเลย ไม่ใช่อะไรเลย ดังนั้นหยุดหาความจริงบนโลกสมมติกันได้แล้ว มันไม่มีหรอกความจริงวันนี้หรือความจริงวันไหนๆน่ะ ความจริงของปุถุชนมันก็เป็นเพียงความจริงของกู และความจริงของมึงทั้งนั้น บ้ากันไปเองแท้ๆ

ไอ้คนที่คิดว่าจะเชื่อสิ่งต่างๆก็ต่อเมื่อเห็นด้วยตาจริงๆ จับต้องได้จริงๆเท่านั้น ก็คือความหลงไปเหมือนกัน ไม่มีหรอกความจริงแท้ที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยผัสสะ อายตนะน่ะ เพราะมันก็เป็นเครื่องมือที่เกิดจากความหลงเองทั้งนั้น

ถ้าสิ่งที่สัมผัสได้จริงเป็นของจริง ทำไมเราถึงรู้สึกกับสิ่งๆหนึ่งไม่คงที่ ใหม่ๆก็ชอบก็รัก แต่พอนานๆไปก็เบื่อ ก็เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่จริงนั่นไง ทุกอย่างมันเสื่อมลงโดยตัวมันเองทั้งนั้น และไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตนจริงๆเลย มันแค่สภาวะที่วูบไหวผ่านมาแล้วก็ผ่านไปราวกับผีหลอกทั้งนั้น

ดังนั้นการที่เราจะออกจากความหลงได้ ก็แค่ปลงธาตุขันธ์เสีย ปลงกาย ปลงจิตเสีย ไม่ใช่ไปเจริญหรือไปคอยดำเนินอะไร เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มีขึ้นได้ก็เพราะอำนาจแห่งความหลง เป็นไปเพื่อความหลง และการสืบต่อความหลงเท่านั้น จะไปจริงจังอะไรกับผัสสะ อายตนะไม่ได้เลย เพราะมันดำเนินไปบนความหลง และรังแต่จะสร้างกรรมต่อภพต่อชาติเท่านั้น ทุกอย่างที่มีที่เป็นในสังสารวัฏล้วนเกิดจากอำนาจกรรมทั้งนั้น

ก็แค่ไม่ต้องไม่ตั้งมันเสียทุกเรื่อง ไม่ต้องใส่จิต ใส่ใจอะไรกับทุกการกระทำหรือการไม่กระทำ และไม่ต้องเอาอะไรมาใส่จิต ใส่ใจเราด้วย ทุกอย่างที่กระทำหรือไม่กระทำ ไม่ว่าสภาวะอารมณ์ไหน ก็ปล่อยให้มันผ่านไปอย่าให้ติดขัดข้องคา นี่คือทางเดียวที่สามารถจะออกจากความหลงได้จริง ออกจากกรรมได้จริง

ก็แค่ไม่อะไรกับอะไร เดี๋ยวผัสสะ อายตนะก็จะจืดจางลงไปเอง หมดหลงไปเอง ไม่ต้องเอาเจตนารู้ซ้อนลงไปบนผัสสะอายตนะ มันก็ออกจากกรรมแล้ว

ว่าแต่จะเลิกบ้าให้มันหลอกหลอนกันได้หรือยังเล่า

No comments:

Post a Comment