Sunday, February 10, 2013

ตรรกะ101: ความหลงงมในปัญญา

เชื่อว่าทุกคนที่ได้ร่ำเรียนหนังสือในระบบกันมาคงจะเป็นคนมีเหตุมีผล ซึ่งก็เชื่อเอากันว่าคนมีเหตุผลจะทำให้สังคมสงบสุข มีชีวิตที่ดีเป็นหลักเป็นฐาน

เมื่อก่อนผมก็เชื่อแบบนี้แหละ แต่ในท้ายที่สุดเมื่อได้ไปปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ ในสังคมจริงๆ ก็พบว่าเหตุและผลต่างๆยิ่งทำให้เราทุกข์ ทำให้เราขัดเคืองโลกใบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ประมาณว่าก็เรียนมาเหมือนๆกันทำไมโลกนี้มันช่างไร้เหตุผลสิ้นดี

ยิ่งไอ้พวกปัญญาชนนะ เรียนจบมาสูงๆ ทำเป็นไม่เข้าใจพ่อแม่ตัวเอง คุยไม่รู้เรื่อง ล้าสมัย ไม่มีเหตุผล ฯลฯ จนกลายเป็นช่องว่างระหว่างวัยขึ้นมา จริงๆควรจะเรียกว่าช่องว่างระหว่างทิฏฐิดีกว่า ต่างคนต่างก็ยึดเอาทิฏฐิของตนเป็นหลักนั่นแหละมันจึงคุยกันไม่รู้เรื่องไง

เมื่อก่อนผมเองก็เคยไม่เข้าใจแม่ ไม่เข้าใจโลกของแม่ว่าทำไมมันไม่มีเหตุผล พอคุยกันไม่รู้เรื่องหนักๆเข้า ผมก็เลือกที่จะโยนตรรกะใดๆในโลกนี้ทิ้งไปเลย แล้วกระโจนเข้าสู่โลกของแม่แบบไม่ถามเหตุผลอะไรให้ยุ่งยาก กลับกลายเป็นว่าความขัดแย้งทั้งหลายระหว่างผมกับแม่หายไปจนหมดเลย

สิ่งแรกที่เกิดขึ้นก็คือ ผมเลิกยีดในทิฏฐิของตัวเอง ความขัดแย้งทุกอย่างเลยหมดไปทันที

ตรรกะทางโลก คือการเชื่อมโยงสมมติบัญญัติของสรรพสิ่งต่างๆ สภาวะต่างๆเข้าด้วยกัน ให้เป็นเหตุและผลกัน เพื่อใช้อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ เรื่องราวต่างๆ ความเป็นมาเป็นไปต่างๆในชีวิตของมนุษย์ โลกสมัยใหม่จึงยึดถือตรรกะเหมือนคำตัดสินสูงสุด ถ้ามีข้อขัดแย้งใดๆก็มาสรุปกันตรงที่ตรรกะเหตุและผล ซึ่งจะว่าไปแล้วตรรกะทั้งหลายก็เป็นเรื่องของทิฏฐิทั้งนั้น คือคิดว่ามันเป็นจริงแบบนั้นแบบนี้ คิดเอาว่า คิดเอาว่า แล้วก็ไปยึดเอา ทั้งๆที่ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวคือนิพพาน

แต่ในโลกธาตุสังสารวัฏจริงๆนั้น ไม่สามารถใช้ตรรกะได้กับทุกเรื่องครับ เพราะกฏแห่งความเป็นไปในสังสารวัฏนี้คือกฏแห่งกรรมครับ ไม่ใช่ตรรกะทางโลก

ด้วยเหตุนี้ตรรกะทางโลกจึงอธิบายบางอย่างไม่ได้ แถมยังมีเว้นวรรคเอาไว้ด้วยฐานที่ไม่เข้าใจอีกเยอะแยะที่อธิบายด้วยตรรกะไม่ได้จนในที่สุด ก็ต้องสรุปว่า...เป็นกรรม 555

นอกจากนี้เหตุผลทางโลกก็ยังก่อให้เกิดความขัดแย้งต่างๆตามมาอีกมากมายแทนที่จะได้ข้อสรุปหรือคำตอบจริงๆ ซึ่งตรงนี้แหละที่คนไม่ค่อยสังเกตกันว่า สุดท้ายแล้วตรรกะไม่เคยให้บทสรุปอย่างแท้จริง เป็นการแก้ไขความขัดแย้งหรือปัญหาไปชั่วคราวเท่านั้น แล้วเดี๋ยวก็จะกลับมาขัดแย้งกันใหม่อีก

ดังนั้นก็ไม่ต้องไปควานหาเหตุผลอะไรเพื่อที่จะมาอธิบายอะไรอีกแล้ว พอเสียที อธิบายไปก็โง่ดักดานเหมือนเดิม ไม่เห็นจะมีใครฉลาดขึ้นสักคน ทั้งคนฟังคนพูด เพราะตรรกะนั้นก็เป็นปัญญาบนความหลง เป็นทิฏฐิบนความหลง อันนำไปสู่การวกวนในตัณหาอุปาทานทั้งนั้น ไม่ใช่ความจริงแท้ที่จะนำให้เราไปสู่บทสรุปให้กับปัญหาทุกอย่างได้จริง ไม่เชื่อลองหาเหตุผลมาอธิบายปราฏการณ์เหล่านี้ดูสิ

ทำไมคนทำดีถีงต้องอาภัพ?
ทำไมคนเลวถึงได้ดี?
ทำไมบางคนชีวิตรันทดตลอด ทำอะไรก็ไม่ขึ้น?
ทำไมคนรวยก็ยังไม่มีความสุข?
ทำไมบางคนจนแต่ก็มีความสุข?
ทำไมบางคนดิ้นรนแสวงหาสิ่งที่ดีๆ กลับเจอแต่เรื่องที่ไม่ดีตลอด?
ทำไมบางคนไม่ดิ้นรนแสวงหาอะไร แต่กลับเจอเรื่องดีๆเองตลอด?

เห็นอะไรไหมครับ ตรรกะทางโลกอธิบายเหตุเหล่านี้ไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว แล้วก็สรุปให้เป็นผลงานของกรรมไป

คนที่ฟังสัจธรรมแล้วไม่เข้าใจส่วนหนึ่งก็เพราะว่ามัวแต่พยายามเอาตรรกะทางโลกเข้าไปจับ เข้าไปเชื่อมโยง สร้างข้อมูลใหม่ในแบบที่ตัวเองจะเข้าใจได้ ซึ่งการทำแบบนี้จะไม่ได้เนื้อหาสัจธรรมครับ ได้แต่ทิฏฐิบนธรรมเพื่อเอาไว้ยึดเท่านั้น คนที่ฟังหรืออ่านแล้วเข้าทางแบบนี้น่ะมีเพียบเลย แต่ไม่รู้ตัวกัน มันเลยไม่สว่างเสียที ก็เพราะมันยึดในความเข้าใจ แต่ดันไม่ปลงใจเสียเอง

ถ้าใช้ตรรกะกับสัจธรรมได้ ป่านนี้นักคณิตศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์คงนิพพานกันไปหมดแล้ว ไอ้ที่บอกว่าไอน์สไตน์พบอะไรน่ะมั่ว ถ้าไอน์สไตน์พบสัจธรรมจริงๆป่านนี้ก็นิพพานไปแล้วสิวะ ไม่รู้มันเอามาโยงถึงกันได้ยังไง

นอกจากนี้คนที่ยึดตรรกะเป็นสรณะนั้น อัตตาจัดอย่างยิ่ง เพราะคิดว่าเป็นไอเดียของมัน เป็นความเจ๋งในการใช้ตรรกะอันดักดานของมัน พวกนี้ต้องปล่อยให้เจอทุกข์หนักๆ แล้วมันจะได้เรียนรู้เองว่าตรรกะไม่ใช่พ่อทุกสำนักโว้ย เลิกโชว์โง่ได้แล้ว

ส่วนถ้าใครยังพอมีอธิวาสนาบารมีอยู่บ้าง ได้ฟังสัจธรรมแท้ๆเข้าก็ยอมศิโรราบทุกราย พระ ชี ฆราวาสที่วัดร่มโพธิธรรมจำนวนมากถึงได้มีทั้งหมอ ดอกเตอร์ นักเรียนนอก เจ้าของธุรกิจซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เก่งกาจในทางโลกทั้งนั้น แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะจบให้กับตัวเองดีกว่าเป็นไหนๆ

เและเมื่อได้ฟังสัจธรรมแท้ๆเข้าไป มันก็จบทุกอย่างทันที แม้กระทั่งตัวตรรกะเองก็จบเหมือนกัน ตัวเราเองก็จบเหมือนกัน เพราะทุกคนรู้อยู่ในใจลึกๆว่า ตรรกะทางโลกนั้นไม่ได้ช่วยให้ใครพ้นทุกข์ได้จริงๆ เพียงแต่รอคำตอบที่แท้จริงที่สามารถจบให้ได้เท่านั้น

ดังนั้นก็ไม่ต้องไปยึดตรรกะแบบเอาเป็นเอาตาย ก็แค่ใช้ตรรกะไปแบบไม่อะไรกับอะไร ถ้ามันจะผิดตรรกะไปบ้างก็ช่างมัน ยึดไม่ได้อยู่แล้ว

ก็ถ้าโลกนี้มันอนัตตา(ไม่มีตัวตน)อยู่แล้ว แล้วจะเอาอะไรไปเชื่อมโยงอะไร จะเอาอะไรไปเข้าใจอะไรได้อีกเล่า ก็วางใจไปเลย จะจิตแบบไหนจะกายอย่างไรก็ช่างมัน เพราะอะไรก็ไม่ใช่อะไรอยู่แล้วนั่นเอง

No comments:

Post a Comment