Thursday, February 7, 2013

สังสารวัฏ 101

เคยได้ยินไหมครับที่ว่า โลกเป็นไปในแบบที่เรารับรู้มัน

ยกตัวอย่างเช่น คนที่ขี้หงุดหงิด โลกทั้งใบของเขาก็จะไม่น่าอยู่ คนที่จริงจังกับชีวิต โลกทั้งใบของเขาไม่มีอะไรง่ายดายเลยสักนิด คนที่เจ็บป่วยบ่อยๆ เห็นโลกนี้มีแต่ความยากลำบาก คนที่ร่ำรวยล้นฟ้า ชีวิตไม่เคยลำบาก โลกของเขาก็จะสวยงามโรยด้วยกลีบกุหลาบตลอด ทำอะไรก็ง่ายไปหมด

สิ่งเหล่านี้เรียกว่าทิฏฐิ เปรียบเทียบง่ายๆคือ ถ้าเราใส่แว่นที่มีกระจกสีไหน โลกของเราก็จะเป็นสีนั้นนั่นเอง

การรับรู้โลก และสิ่งต่างๆรอบตัวเหล่านี้แหละ คือ สังสารวัฏ

สังสารวัฏไม่สามารถมีขึ้นได้หากปราศจากการรับรู้ และแน่นอนว่าการรับรู้นั้น อยู่บนโมหะทิฏฐิ คือความหลงที่ว่าโลกนี้เป็นอย่างที่เรารับรู้ในความเป็นสมมติของมัน มือถือเป็นมือถือ ดาราเป็นดารา ทุกข์ก็เป็นทุกข์ สุขก็เป็นสุข พอรับรู้แบบหลงเข้าใจไปว่ามันมีความหมายในความเป็นแบบนั้นแบบนี้แล้ว ใจมันก็ปักใจเชื่อว่ามันเป็นแบบนั้น มีอยู่ตรงนั้นจริงๆ

การปักใจเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้คือของจริงจับต้องได้นี้ เรียกว่าอุปาทาน คือความยึดติดว่ามันเป็นแบบนั้นแบบนี้ และสิ่งเหล่านี้เอง ที่ทำให้เราหลงเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ เพราะความยึดติดว่าโลกหรือสังสารวัฏมันมีอยู่จริง

แบบนี้เรียกว่าความหลง หลงเข้าใจเอาว่า ชีวิตนี้มีจริง ชีวิตนี้ดำเนินไปจริง แต่ขอโทษครับ ทั้งหมดนี่คือความฝันดีๆนี่เอง นี่คือสภาพจริงของสังสารวัฏครับ และถ้าเราไม่หลงเข้าไปรู้ หลงเข้าไปยึดบนอุปาทานแล้ว มันก็นิพพานเห็นๆ

เปรียบเทียบกันให้ง่ายขึ้นอีกนิดหนึ่ง สำหรับปัญญาชน หากเคยดูหนังเรื่อง The Matrix ที่ว่าด้วยเรื่องราวของมนุษย์ที่ถูกเครื่องจักรกล จับไปทำให้เป็นเซลพลังไฟฟ้า หรือเรียกง่ายๆว่า เอาไปทำถ่านไฟฉายนั่นแหละ

มนุษย์นั้นมีพลังงานไฟฟ้าจากระบบประสาท ซึ่งระบบแมททริกซ์ที่เป็นคอมพิวเตอร์สมองกลอัจฉริยะขนาดมหึมา ใช้มนุษย์ทั้งโลกต่อกันเป็นแหล่งพลังงาน มนุษย์จะถูกเลี้ยงดูให้เติบโตในรังไข่ มีลักษณะเหมือนถุงน้ำคร่ำ ถูกเสียบปลั๊กเข้ากับระบบแมททริกซ์ เพื่อป้อนกระแสไฟฟ้าจากระบบประสาทเข้าไปเลี้ยงระบบ The Matrix ส่วนของการรับรู้ ความคิด ความจำ ถูกระบบ The Matrix ควบคุมด้วยการเชื่อมต่อเข้ากับโลกเสมือนจริงข้างในคอมพิวเตอร์ ให้มนุษย์มีชีวิตอยู่แต่ในความฝันซึ่งประกอบไปด้วยตัวเลขดิจิตอล 0 กับ 1 ซึ่งสามารถแทนค่าด้วยการเกิดดับ(เกิดคือ 1 ดับคือ 0)

ส่วนที่สังสารวัฏเหมือนกันกับในหนังเรื่อง The Matrix ก็คือ เรามีชีวิตอยู่ในความฝันครับ กายนี้ใจนี้เป็นเพียงการอวตารหรือตัวตนในเกมเท่านั้น แต่โลกภายนอกใน The Matrix ก็ยังเป็นมนุษย์ตัวเป็นๆอยู่ ยังเป็นตัวเป็นตนอยู่ ซึ่งในความเป็นจริงแห่งสัจธรรมแล้ว พระพุทธเจ้าบอกว่า โลกทั้งหมดนี่คือความฝันที่เราหลงเข้ามาแล้วหาทางออกให้กับตัวเองไม่ได้ต่างหาก เป็นความฝันที่เราสร้างขึ้นมาขังตัวเองเอาไว้ และถ้าเราไม่อินกับตัวละครที่เราสวมบทบาทในแต่ละชาติมากนัก ไม่อะไรๆกับมัน ไม่ต้องไม่ตั้งกับมัน ไม่เอาอะไรกับชีวิตที่เป็นเพียงความฝันมากนัก ระบบผูกมัดที่พันธนาการจิตของเรา ให้เกิดเป็นตัวตนเราเขาก็จะคลายลง พอคลายแล้ว อุปาทานหรือความยึดติด ความหลงอินกับความเป็นตัวตนเราเขา หรือตัวละครที่เราสวมบทบาทอยู่ก็จะจางคลายลง ทุกอย่างมันก็หมดความหมาย ทุกข์ก็ไม่มีความหมายอย่างทุกข์ สุขก็ไม่มีความหมายอย่างสุข วิบากกรรมก็เป็นเพียงสภาวะที่ผ่านมาผ่านไปไม่มีค่ามีความหมายในความเป็นวิบากอะไร ยึดก็ไม่ยึด ไม่เกิดเวทนากับมัน พอทุกอย่าง "เป็นกลาง" จากธรรมคู่(สุข-ทุกข์,ดี-เลว) สมมติก็หมดความหมายลงทันที มันก็พ้นทุกข์ สังสารวัฏ ดับตรงต่อนิพพาน หรือนิโรธทันที

ดังนั้นโดยความเข้าใจในความเป็นจริงแห่งการดับทุกข์นั้น ไม่ใช่การหนีจากทุกข์ ไม่ใช่การหนีไปให้พ้นจากโลกธาตุใดๆ แต่มันคือความไม่ยึดติดสภาวะหนึ่งสภาวะใด ไม่ติดในความหมาย ความเห็น ความเป็นในอะไรๆต่างหาก นี่คือความพ้นทุกข์ หรือนิพพาน หรือนิโรธนั่นเอง

หากสังสารวัฏภายในดับลงเมื่อไหร่ สังสารวัฏภายนอกก็หมดความหมายในความเป็นอะไรไปในทันทีด้วยเช่นกัน เพราะสังสารวัฏโดยแท้จริงแล้วก็คือ ความหลงเข้าไปรู้ หรือการรับรู้ด้วยความหลงนั่นเอง

สังสารวัฎนั้นของใครของมัน เป็นปัจจัตตัง ฉะนั้นจะทุกข์จะทรมานเท่าใด ไม่ต้องไปโทษคนอื่น ไปส่องกระจกดู ก็จะรู้ว่านี่แหละสังสารวัฏตัวพ่อ(ตัวแม่)ล่ะ รู้อย่างนี้แล้วยังอยากจะเกิดกันอีกไหมเล่า

No comments:

Post a Comment