Monday, February 11, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#10

  • ตื่นแบบไม่อะไรกับอะไร สำคัญมาก ตื่นแบบนี้จะไม่มีเนื้อหาของการแช่ แม้แต่แช่รู้ แช่ดู  แช่เห็น แช่อารมณ์ แช่ความรู้ (ความคิด) แช่ความรู้สึก เพราะโดยสัจจะแล้วไม่มีธาตุ-ขันธ์ใดที่ แช่ แม้ในตัวมันเอง  ไม่ต้องพูดถึงการแช่ข้ามธาตุ-ขันธ์ มันมีแต่หลุด-ปล่อย-วาง-ไม่ยึดติดแม้ตัวมันเองอยู่แล้ว แล้วมันจะข้ามไปแช่ ไปยึดต่างธาตุ ต่างขันธ์จริงๆได้อย่างไร จะเป็นไปได้ก็ด้วยเพราะตัณหาอุปาทานบงการเท่านั้น(ซึ่งก็เป็นไปแบบชั่วคราวเหมือนเดิม)  ไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่แท้จริงของมัน
 สติสัมปชัญญะ  หมายถึง ความตื่น  เป็นความตื่นแบบไม่อะไรกับอะไรไปเอง    การตื่นแบบนี้มีเนื้อหาอยู่  2 นัย

        นัยที่  1 คือ เป็นความตื่นโดยธรรมชาติ เช่น ตื่นจากการนอนหลับ หรือตื่นจากการสลบ เราเรียกคนที่ตื่นขึ้นจากการนอนหลับหรือสลบว่า รู้สึกตัวคือถ้าไม่หลับไม่สลบ หรือไม่ตายก็เรียกว่าคนนั้น มีความตื่นอยู่  หรือมีความรู้สึกตัวอยู่ นี้คือนัยยะที่ 1

        นัยที่  2 คือ ตื่นต่อสัจจะของชีวิต เช่น เมื่อมีเกิดก็ต้องมีแก่ มีเจ็บ มีตาย มีพลัดพราก...
                          ตื่นต่อสัจจะของชีวิตที่ไม่มีใครจะยึดหรือเอาอะไรได้จริงฯลฯ
                          ตื่นต่อสัจจะของทุกสภาวะที่ว่า  ทุกสิ่งไม่ใช่สิ่งยึดติดกันอยู่เองแล้ว
                            หลุดกันเอง วางกันเอง ไม่ใช่อะไร ไม่ได้เป็นอะไรที่จริงแท้เลยซักอย่าง

    ตื่นต่ออริยสัจทั้ง  4  และกิจของอริยสัจทั้ง  4   อีกทั้ง ตื่นต่อกฎแห่งกรรม

         การตื่นต่อความเป็นจริง(สัจจะ) นี้สำคัญมาก เพราะทำให้เลิกหลง ไม่ว่าจะเป็นความหลงใหลตาม เพลิดเพลิน  จมปลักอยู่ (กามสุขัลลิกานุโยค) ในอารมณ์ ความรู้สึก ความนึก ความคิด ในทุกรูปแบบ คือว่าเลิกแช่ซะได้

        โดยเฉพาะที่เป็นเนื้อหาของนักปฏิบัติทำที่เข้าใจผิดเพราะ  ความไม่รู้เรื่อง  หรือ  ขาดผู้รู้ที่สามารถชี้แนะให้เกิดสัมมาทิฐิ  จนเลยเถิดกลายเป็นการทำให้ยุ่งยาก ดิ้นรน-แส่ส่าย-ค้นหา-แสวงหา-รอคอย-เฝ้า   ลำแบกให้ลำบาก ไปซะเอง เรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค

      ไม่รู้ว่า(สัจจญาณ)เนื้อหาของทางสายกลาง  (มัชฌิมาปฏิปทา) จะเป็นไปเอง เพียงแค่ได้รู้ชัดถึงเนื้อหาจริงๆของฝั่ง 2 ฝั่งนั้นว่าเป็นอย่างไร ก็จะไม่หลงติดฝั่ง 2 ฝั่งไปเอง โดยที่ไม่ใช่เนื่องมาจากความพยายามจะทำทาง หรือมีเจตนากรรมใดๆที่จะอยู่ตรงกลางๆ  เป็นกลางๆ

         แล้วจะไม่มีเนื้อหาของตัณหา-อุปาทานซึมแทรกอยู่ได้เลย  อาจเรียกได้ว่า มันตรงต่อดับอยู่แล้ว นิโรธอยู่แล้ว หลุดอยู่เองแล้ว  ไม่ติดอยู่เองแล้ว วางอยู่เองแล้ว ว่างอยู่เองแล้ว

          เราเรียก การตื่นโดยนัยที่  1  ว่า สติ การตื่นโดยนัยที่  2  ว่า  ปัญญา หรือ  สัมปชัญญะ  รวมเรียกว่า  สติปัญญา  หรือ  สติสัมปชัญญะ  ล้วนเป็นเนื้อหาของ สัมมาทิฐิ นั่นเอง ท่านเรียกว่าสติอริยะที่แท้จริง เป็นสติวิโมกข์ สติวิมุติ  เป็นสติที่ไม่ติด  ไม่ขัด  ไม่ข้อง  ไม่คาในทุกข์โทษทั้งหลายทั้งปวง  สติลักษณะนี้เองที่เป็น “สัมมาสติ”


  • ไม่ใช่สติตรึงสติ  ไม่ใช่รู้ตรึงรู้  หรือการ fix  สภาวะ แม้แต่จะ fix ตัวมันเอง
  • ไม่ใช่สติจับ ไม่ใช่การ focus “เข้า” หรือ “เอา” หรือ “หา” 

          แม้แต่จะเอา “ความหมาย” เอา “ความรู้” หรือ “ความเข้าใจ” ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่สติหาหรือให้ความหมาย  จึงเรียกว่าไม่ใช่สติหาเรื่อง  แต่เป็นสติหมดเรื่อง  มี “สัมมาทิฐิ” รองรับตลอด ใหม่ ๆอาจต้องเตือน “ใจ” เรียกว่าเป็น “สติเตือน”ตัวเองเป็นครั้งคราว เนื่องจากผลงานที่เคยหลงอันเป็น “ของเก่า” จะยังติดลมผุดโผล่มาอยู่เรื่อยๆ ดังนั้น ถ้ารู้ตัวว่า “ยังหลง” อยู่มาก

  • ให้ฟังเนื้อหาที่ตรงต่อความเป็นจริงบ่อย ๆ
  • สนทนาธรรมกับผู้รู้หรือกัลยาณมิตรบ่อย ๆโดยเป็นเนื้อหาของสัจธรรมและเป็นผู้สามารถใช้ภาษาที่ไม่ชี้นำสู่การกระทำ เกิดการค้นหา การรอคอยหรือทำอะไรๆที่จะไปขัดแย้งต่อสัจธรรม
  • เตือนใจตัวเองเรื่อย ๆ ถึงความเป็นจริงของสภาวะไม่ว่าจะปรากฏอยู่ทั้งภายในและภายนอก
  • อยู่ตัวคนเดียว  งดเว้นการคลุกคลีโดยไม่จำเป็น  การได้อยู่ตัวคนเดียว จิตใจจะค่อยๆมีการกลั่นกรองธรรมะสัจจะให้หนักแน่นขึ้นไปเอง โดยไม่ต้องมุ่งแต่จะพิจารณา แบบอยากจะได้ความรู้ ความเข้าใจ  ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีปัญญาดอก  ถ้าใจมันตื่นต่อความเป็นจริง และซื่อสัจต่อสัจธรรมอย่างจริงใจ   จริง ๆ  

          แต่ก็ไม่ใช่ความพยายามหรือรอคอยที่จะอยู่คนเดียว ชอบที่จะปลีกวิเวกในลักษณะที่ติดอกติดใจ ชอบ เพลิน ซึ่งประเด็นนี้ต้องแยบคายดีๆ มิฉะนั้นจะกลายเป็นความหลงที่จะงม(เงา)ตัวเอง  เฝ้า(เงา)ตัวเอง  สาระวนอยู่กับเงาของตัวเอง   แต่เข้าใจว่าดีว่าใช่  แล้วก็ไม่รู้ตัวว่าถูกกิเลสหลอกหลอนอยู่

No comments:

Post a Comment