Friday, February 8, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ตอนที่ 1

กว่าที่ผมจะเริ่มเขียนตอนนี้ได้ก็ปาเข้าไปหลายเดือนอยู่ เพราะการที่จะชำแหละแนวทางวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเข้าลักษณะกรรมซ้อนธรรมให้ครอบคลุมทุกๆเรื่องอย่างละเอียดนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่ง "ลีลาธรรม มายากรรม" อาจจะมีหลายตอนจบ แต่จะกี่ตอนนั้น ผมเองไม่อาจจะบอกได้ เอาแค่ว่าเมื่อไหร่ที่ผมพิจารณาแล้วว่าได้ผ่าชำแหละองค์ประกอบทั้งหมดของแนวทางวิปัสสนากระแสหลักออกมาแล้ว ให้ผู้อ่านได้คลายความสงสัย ไม่ติดขัดข้องคาหมดจดชัดเจนได้เมื่อไหร่ ผมก็จะจบบทความชุดนี้เอง ส่วนใครที่อ่านจบแล้วจะโง่ไปเดินทางเก่าที่ไม่มีวันจบอีก ก็แล้วแต่ยถากรรม

หากใครที่ติดตามอ่านบทความที่ผมเขียนมาตั้งแต่ต้นก็จะเห็นร่องรอยการ พูดถึง "กรรมซ้อนธรรม" ในระบบวิปัสสนากรรมฐานกันมาแทบจะทุกตอน เพราะนี่คือปัญหาใหญ่ของผู้ปฏิบัติธรรมทั่วโลกหรือพูดให้ครอบคลุมจริงๆก็คือ ทั้งสังสารวัฏก็ว่าได้ ปัญหาเหล่านี้คือ

ไม่รู้ว่าตัวที่เข้าไปปฏิบัตินั้นคือ กิเลส
ไม่รู้ว่าตัวที่เข้าไปปฏิบัตินั้นคือ กรรม
ไม่รู้ว่าตัวที่เข้าไปปฏิบัตินั้นคือ อุปาทาน
ไม่รู้ว่าตัวที่เข้าไปปฏิบัตินั้นคือ โมหะ
ไม่รู้ว่าตัวที่เข้าไปปฏิบัตินั้นคือ มายา
ไม่รู้ว่าตัวที่เข้าไปปฏิบัตินั้นคือ มานะปุถุชน
ไม่รู้ว่าตัวที่เข้าไปปฏิบัตินั้นคือ อัตตา
ไม่รู้ว่าตัวที่เข้าไปปฏิบัตินั้นคือ มิจฉาทิฏฐิ
ไม่รู้ว่า นิพพานคืออะไร
ไม่รู้ว่า นิพพานนั้นทำเอาไม่ได้
ไม่รู้ว่า สิ่งที่สอนกันมาในระบบวิปัสสนานั้นผิดหมด
ไม่รู้ว่า โลกียะและโลกุตระจริงๆคืออะไร
ไม่รู้ว่า เราตีความศีล มรรคมีองค์แปด หรือแม้แต่คำว่าสติผิดไปจากต้นฉบับจริงครั้งพุทธกาล
ไม่รู้ตัวว่า เราอยู่ในมายาแห่งความฝัน
ไม่รู้ตัวว่า ขันธ์คือผลแห่งมายากรรม และเครื่องมือเพื่อการดำเนินไปของกงกรรมกงเกวียน
ไม่รู้ตัวว่า ตกอยู่ในวังวนของกรรมอนุสัย
และไม่รู้อะไรอีกหลายๆอย่างของรหัสนัยแห่งพระนิพพาน

สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้ไอ้ที่เราปฏิบัติหรือที่ทำๆกันมาน่ะ มั่วกันไปหมด ไม่มีใครรู้จริงสักราย คลำๆเอาตลอด ต่างคนก็ต่างมั่ว ต่างสำนักก็ช่วยกันมั่วไปหมด จนผู้ปฏิบัติสับสนไม่รู้ว่าจะไปยังไง ด่ากันไปด่ากันมาว่าสำนักนั้นมั่ว สำนักนี้มั่ว แต่ไม่รู้ว่าตัวเองก็โครตมั่ว มันก็เลยเข้าไปติดวนกันหมด กลายเป็นอุปาทานหมู่ อุปาทานส่วนตัว อุปาทานสำหรับทุกคนในครอบครัว กลายเป็นลัทธิแบ่งฝักแบ่งฝ่าย กลายเป็นสังฆเภทก็มีให้เห็นมากมาย

หรือแม้แต่ตัวผมเองกว่าจะเข้าใจเรื่องวิปัสสนา(ที่ว่ามั่วๆนั่นแหละ) ได้ดีพอสมควรก็ปาเข้าไปตั้งเกือบๆสี่ปี กับตำหรับตำรามากมายที่ไม่มีใครเคยเขียนได้อย่างกระจ่างหมดจดจริงๆเลย และแม้จะอ่านมากมายขนาดไหน ผมก็ไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าเข้าใจวิปัสสนากรรมฐานในระบบอย่างแท้ จริง เพราะเนื้อหาบางส่วนยังมีความคลุมเครือ และไม่ชัดเจนอยู่มาก ได้แต่ปะติดปะต่อเอาซึ่งไม่รู้ว่าถูกหรือผิดอย่างไร ซึ่งส่งผลให้ลึกๆแล้วผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าปฏิบัติวิปัสสนาไปแล้วจะ นิพพานได้จริงหรือไม่ นิพพานคืออะไร ทำไมมันถึงยากเย็นนัก ด้วยเหตุนี้ในช่วงที่ผมเขียนเผยแพร่วิปัสสนากรรมฐานจึงใช้สำนวนกลบเกลื่อนความไม่รู้ไปหลายจุดเหมือนกัน และดูเหมือนว่าจะไม่มีใครเห็นเสียด้วยสิ

นอกจากนั้นใครที่ปฏิบัติวิปัสสนาแล้วต้องปฏิบัติต่อเนื่อง ไม่ปฏิบัติมันก็จะเสื่อมตามสภาวะที่เป็นอนิจจัง เหมือนคนที่คิดว่าลอยคออยู่ในทะเลพยายามหาที่ยึดเกาะตลอดเวลา ทั้งๆที่มันไม่มีทั้งทะเลและตัวเรา นอกจากนี้ยิ่งฝึกก็ยิ่งอัตตาสูง เพราะต้องเป็นคนดี ต้องเป็นคนมีศีลห้า ทำบุญเพื่อบุญ ทำกุศลเพื่อกุศล ทำเอาตลอด ก็เพราะมีตัวกูเข้าไปเป็นประธานในที่ประชุมตลอดเวลานั่นแหละมันถึงไม่จบ

แนวทางวิปัสสนากรรมฐานที่สอนกันอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่แนวทางที่จะต่ออายุศาสนาให้รุ่งเรืองแบบที่เข้าใจ หรือแบบที่มีบางคนพยายามบอกให้คนส่วนใหญ่เข้าใจตามนั้น แต่วิปัสสนากรรมฐานที่สอนกันผิดๆนี่แหละได้ทำให้พุทธธันดรนี้จบลงไปเรียบร้อยแล้ว (แต่ก็ยังไม่รู้ตัวกัน)

บัดนี้สัจธรรมดั้งเดิมแท้ได้รับการฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว โดยหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต เพื่อนำพาโลกและสังสารวัฏทั้งหมดเข้าสู่ยุคฟื้นฟูสัจธรรม

ไม่ได้เรียกร้องให้เชื่อ แต่ผมจะพาคุณไปพิสูจน์อักษรแบบถึงแก่นชนิดเถียงไม่ออกทีเดียว

ส่วนจะยอมรับได้หรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับตัว "กู" (ของคุณ) แล้วครับ

No comments:

Post a Comment