Thursday, February 7, 2013

ซื้อ 1 แถม 1: ความละเอียดอ่อนของกรรม

แทบไม่น่าเชื่อว่าทุกวันนี้เรารู้จักเรื่องกรรมผิวเผินมาก ซึ่งถ้าเรารู้เส้นสนกลในของวงจรกรรมอย่างละเอียดลึกซึ้งจริงๆ ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครไปปฏิบัติภาวนาหรือกรรมฐานแน่ๆ

โดยธรรมชาติของกรรมนั้นเมื่อคุณก่อกรรมขึ้นในหนึ่งขณะจิต มันก็จะเกิดผลตรงนั้นทันที แล้วก็แถมให้คุณอีก 1 ในภพชาติต่อไป เป็นแบบนี้ไม่รู้จบครับ ดังนั้นสรรพสัตว์ทั้งหลายจึงเหมือนหนูถีบจักรที่ทุกอย่างวนมาเป็นวงกลม ไม่สามารถออกจากจักรได้ นึกเอาแต่ว่ามันยังมีทางไปข้างหน้า ยังมีอนาคตไปเรื่อยๆโดยหารู้ไม่ว่า ทุกอย่างในวัฏฏะนี้เป็นวงกลมไม่มีจุดสิ้นสุด

ดังนั้นการที่จะยุติกรรมนั้นไม่ใช่การเข้าไปทำให้มันหยุด แต่คือการละเจตนาในการทำกรรมเสีย เดี๋ยววงจรกรรมมันก็จะหยุดหรือขาดตอนไปเอง การละเจตนากรรมก็แค่ไม่ต้องไม่ตั้งเอากับอะไร ไม่ไปมีความหมายอะไรกับอะไรๆ แค่นี้กรรมก็คลายออกแล้วครับ บางคนค่อยๆชลอวงจรกรรม บางคนหยุดกึกทันทีแบบที่เรียกว่าบรรลุฉับพลัน

การปลงกรรมทิ้งนั้นไม่ใช่การไม่ทำอะไรนะครับ แต่คือทำอะไรๆก็ไม่ต้องไปจริงจัง ไม่ต้องไปใส่ใจในการทำมากนัก ซึ่งก็ไม่ใช่การทำส่งเดชนะ ทำอะไรก็ทำไปแบบสบายๆ ทำไม่ต้องหวังผล ทำไม่ต้องวัดผล ทำแบบไม่ต้องมีคำว่าเพื่ออะไรต่อท้าย แบบที่หลวงพ่อเรียกว่าทำทิ้งนั่นแหละ มันก็จะไปลดเจตนากรรมลงไปเอง ผลคือพอไม่ตั้งเอาแล้ว มันก็จะเกิดความโล่งโปร่งเบา ในกายในใจไปเอง เพราะกรรมที่กดดันธาตุขันธ์ในปัจจุบันลดลง คลายตัวลง เรียกว่าคลายออกจากทุกข์ให้เห็นกันจะๆเลย โดยที่ไม่ต้องไปหวังผลเอาข้างหน้า นี่คือความพ้นทุกข์ที่พระพุทธเจ้าสอน ไม่ใช่การเข้าไปทรมานกาย ทรมานใจตัวเองก่อนแล้วค่อยพ้นทุกข์ แบบนั้นมันเป็นมรรควิธีแบบฤษีครับ ไม่ใช่อริยมรรค

ดังนั้นอาการโปร่งโล่งเบาที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ฟังสัจธรรมนั้นไม่ใช่อาการติดว่างหรือภาวนาบนความว่างอย่างที่เข้าใจกันแบบคิดเอาเองครับ แต่เป็นอาการข้างเคียงของการลดลงของกรรมที่ซ้อนไปบนธาตุขันธ์หรือบนสภาวะต่างๆ

ส่วนคนที่เคร่งเครียดจริงจังนั้น คือเป็นกรรมกดทับกายกดทับใจ มันเลยออกอาการเอากับกายกับใจนั่นแหละถูกแล้ว แต่พอทำทุกอย่างแบบเบาๆ คลายๆ กรรมที่ซ้อนลงไปมันก็เบาก็คลายออกไปเอง อุปาทานความยึดติดในธาตุขันธ์ก็คลายออก นี่คือเนื้อหาแห่งการคลายออกจากทุกข์ที่แท้จริงครับ

พอการยึดติดในธาตุขันธ์คลายออก มันก็จะเหมือนปล่อยมือจากหนามที่กำอยู่นั่นแหละครับ ทีนี้พอมีสิ่งใดมากระทบธาตุขันธ์ มันก็จะไม่ค่อยรู้สึกรุนแรงเหมือนแต่ก่อน การทำกรรมก็จะเบาบางลงไปเรื่อยๆ กายใจก็จะเบามากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวาง ว่างจากการยึดเกาะจนหมด เวลาจะใช้ธาตุขันธ์ขึ้นมาทีก็ดำริขึ้นมาทีแล้วก็วางว่างไปเอง ซึ่งโดยลักษณาการนี้เองที่กรรมที่เกิดขึ้นจะไม่เกิดเป็นสาย แต่จะเกิดเป็นขณะแล้วดับลง ขาดจากความเป็นภพเป็นชาติทันที เพราะพอกรรมขาดตอนลงหนึ่งขณะ กรรมที่จะต่อภพต่อชาติไปข้างหน้าก็จะขาดลงหนึ่งขณะด้วยเช่นกัน

ภพชาตินั้นจะเกิดได้ก็เพราะสันตติของกรรม คือความต่อเนื่องของกรรม หรือขณะจิต หากกรรมเกิดไม่ต่อเนื่องมันก็ขาดจากความเป็นภพเป็นชาติไปเองโดยอัตโนมัติ จบภพจบชาติไปเองโดยที่ไม่ต้องไปทำ ไปเจริญให้มันวุ่นวาย เพราะการเจริญสติก็เป็นกรรมบนจิตบนใจของตนเองนั่นแหละ

กรรมทั้งหลายเริ่มที่มโนกรรมหรือกรรมทางใจครับ วจีกรรมหรือกายกรรมเป็นเพียงปลายทางที่ก่อให้เกิดสังสารวัฏภายนอก และเป็นผลส่วนที่ตอกย้ำมโนกรรมเท่านั้น ดังนั้นจะปลงกรรมก็ต้องปลงที่จิตที่ใจก่อน แล้ววจีกรรมกับกายกรรมภายนอกก็จ่ะค่อยๆระงับไปเอง ก็เพียงแค่ไม่ต้องไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไรนั่นแหละก็ปลงกรรมลงแล้วทันที

ถามว่าพระอริยะยังก่อให้เกิดกรรมได้ไหมหากไม่มีเจตนา?

ตราบใดที่ยังมีธาตุขันธ์ พระอริยะก็ยังก่อให้เกิดกรรมกับสรรพสัตว์ได้ เพราะสรรพสัตว์นั้นสามารถเห็นธาตุขันธ์อันเป็นกายหยาบได้และมีปฏิสัมพันธ์ได้ ก็ก่อให้เกิดกรรมได้ แต่น้ำหนักของกรรมที่เกิดขึ้นทั้งสองฝั่งจะไม่เท่ากัน เพราะกรรมที่เกิดกับฝั่งอริยะนั้นจะให้ผลแค่บนธาตุขันธ์เปล่าๆ ซึ่งก็ไม่มีความหมายในความเป็นอะไรอยู่แล้ว เพราะหมดซึ่งตัวตนในธาตุขันธ์นั้นๆ แม้กระทั่งวิบากเองก็ไม่ใช่ พูดง่ายๆคืออริยะจะได้รับเพียงเศษกรรมเท่านั้น แต่กรรมที่จะเกิดกับสัตว์นั้นมหาศาลครับ เพราะพระอริยะนั้นถือว่าเป็นองค์คุณที่ช่วยสังสารวัฏอยู่ เป็นเนื้อนาบุญอยู่ สามารถช่วยให้สรรพสัตว์พ้นทุกข์ได้ พอสรรพสัตว์ไปกระทำกรรมกับอริยะจึงให้ผลมหาศาล เหมือนทำกรรมกับสังสารวัฏทั้งหมด ถ้าทำกุศลกรรมก็จะได้กลับคืนมหาศาล แต่ถ้าก่ออกุศลกรรมก็จะได้คืนกลับไปมหาศาลเช่นกัน อริยมรรคนั้นจึงมีเอาไว้เพื่อเป็นแนวทางแห่งอริยะ ในการกันกรรมให้เกิดกับสัตว์น้อยที่สุดนั่นเอง

พระอรหันต์นั้นเหลือแต่ลีลา ไร้เจตนาในการก่อกรรมโดยสิ้นเชิง ถ้าดูจากภายนอกไม่สามารถบอกได้เลยว่าใครมีเนื้อหาอรหันต์หรืออริยบุคคลลำดับใด แม้กระทั่งคนที่ขึ้นรถเมล์หรือคนเดินถนนเราก็ไม่รู้ว่าใครบ้างที่มีเนื้อหาอริยะ ดังนั้นทางที่ดีคือเราไม่ควรประมาทใครทั้งสิ้นครับ

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้คือความละเอียดอ่อนของกรรมที่ผู้ภาวนาไม่รู้ นึกว่าสักวันหนึ่งจะสามารถตัดกรรมได้เอง แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ครับ เอาแค่เอ๊ะขึ้นมาขณะจิตหนึ่งด้วยความสงสัยก็เป็นขณะจิต เป็นกรรมขึ้นมาแล้ว ขนาดไปเข้าใจอะไรก็ยังเป็นขณะจิตเลย ดังนั้นที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านสอนเอาไว้นั้นก็ถูกแล้วครับ ว่างเอาไว้ ไร้เอาไว้ วางใจ หมดใจเอาไว้ดีๆ ไม่ต้องไม่ตั้งไม่อะไรกับอะไรเอาไว้ดีๆ นั่นคือเนื้อหาอริยะตรงๆเลยครับ ขณะจิตก็ไม่เกิดไปเอง จบภพจบชาติ ออกจากกรรมไปเองครับ

No comments:

Post a Comment