Wednesday, January 30, 2013

สว่างแท้ vs สว่างเทียม

ในเสียงธรรมบรรยายของหลวงพ่อ มีตอนที่ท่านกล่าวถึงความสว่างจ้า สว่างโพล่งเอาไว้แทบจะทุกตอน ความสว่างแบบหลวงพ่อว่าคืออะไร?

ความสว่างนั้นมีอยู่สองแบบ นั่นก็คือ ความสว่างไสวจากผลของนิโรธ เมื่อมันคลายจากวิญญาณขันธ์ คลายจากอุปาทานในวิญญาณขันธ์นั่นแหละ มันก็จะจะสว่างขึ้นมาเอง เพราะมันไม่มีเจตนาบนสังสารวัฏภายในแล้ว มันพร้อมจะทิ้งกายกับใจแล้ว แต่ไม่ได้สว่างแบบติดๆดับๆ แบบเผลอไปแล้วมืดอะไรแบบนั้น ไม่ใช่

การคลายจากอุปาทานในวิญญาณขันธ์นั้น เมื่อคลายแล้ว มันจะสว่างตลอดเวลาไม่ว่าจะหลับหรือตื่น เพราะการคลายจากอุปาทานในวิญญาณขันธ์ก็คือการคลายจากความเป็นอนิจจัง คลายจากความเป็นสังสารวัฏภายใน มันจึงไม่กระเพื่อมขึ้นๆลงๆ คลายจากวิญญาณขันธ์แล้วมันจะว่าง ตรงต่อนิพพาน นั่นแหละความสว่างจากผลของนิโรธ มันจะสงบ สว่างโพล่งชนิดที่ไม่ต้องเข้าไปทำแต่อย่างใด หากผู้ใดมีอภิญญาส่องดูจะเห็นเป็นแสงสว่างสีขาวเป็นรัศมี หรือจิตญาณในภพภูมิอื่นก็สามารถเห็นได้

ผู้ที่สว่างแล้วจะรับรู้ถึงผลของนิโรธได้คือ ความต่อเนื่องในวิญญาณขันธ์ขาดลง ไม่เป็นห่วงโซ่กรรม หรืออธิบายแบบชาวบ้านได้ว่า รู้มันดับตรงที่รู้ทันที มันไม่ปรุงแต่ง ไม่นึก ไม่คิด จะรู้ก็รู้ไปตามธรรมชาติของอายตนะไปเอง แต่ไม่มีเจตนาเข้าไปกำกับการรู้ สายโซ่กรรมจึงขาดจากกัน วัฏฏะสะบั้นลงในทันที เรียกอย่างในภาษาอภิธรรมว่า "สันตติขาด" เพราะวัฏฏะเกิดจากการหลงรู้นั่นแหละ ผลของนิโรธนั้น จะทำให้ผู้นั้นโปร่งโล่งเบา ทั้งกายทั้งใจ หยุดการเข้าไปวนรู้ จงใจรู้ผัสสะอายตนะทั้งหมดโดยไม่จำเป็น เมื่อ "รู้" มันหยุดลง มันก็จะพ้นไปจากอนิจจังทันที รวมทั้งสติ สมาธิ ปัญญา ฌาน ญาณด้วย มันไม่ต้องทรง ไม่ต้องเข้าไปเจริญ มันจึงไม่กระเพื่อมขึ้นลงตามความเกิดดับใดๆ แต่เมื่อต้องการใช้งานเพื่ออนุเคราะห์ธาตุขันธ์ให้ดำเนินไปตามธรรมชาติ มันก็จะกลับมารวมกันอีกขึ้นในขณะเดียวเพื่อทำให้การงานสำเร็จไป พอจบก็สลายตัวกลับไปว่างเหมือนเดิม ไม่ถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นตัวเป็นตน พอไม่มีตัวตน หรือไร้อัตตา มันก็ขาดจากแรงกระทบต่างๆที่เข้ามาทางอายตนะไปเอง

ส่วนความสว่างแบบที่สองนี่เป็นความสว่างจากพลังของธาตุขันธ์ หรือวิถีญาณ ความสว่างแบบนี้ติดๆดับๆ ตามความเป็นอนิจจังของแหล่งที่ให้กำเนิดความสว่าง สว่างแบบนี้เรียกว่า "โอภาส" ไม่เจริญสติก็ไม่สว่าง ยังกลับไปมืดได้อยู่เรื่อยๆ เพราะยังไม่พ้นจากกาย จากจิต ยังไม่หมดอุปาทานในวิญญาณขันธ์ เรียกว่ายัง "หลงรู้" อยู่ ยังไม่พ้นอวิชชา ต้องปลุกให้สติตื่นอยู่เรื่อยๆ ความสว่างแบบนี้ต้องทำเอา เหมือนการเข้ายิม เป็นความสว่างที่ยังอยู่ใต้อำนาจของอนิจจัง ต้องปลุกเรื่อยๆ ไม่งั้นก็จะมืดอีก วนอีก คนที่หลงเข้าไปทำสติ ทำสัมปชัญญะแบบนี้ ก็จะติดอยู่ที่สติ ติดอยู่ที่กายใจ และความเคยชินในการสร้างสติ ปลุกสติ คือเดี๋ยวรู้สึกตัวๆๆๆ ซึ่งก็คือความยึดติดอย่างหนึ่งนั่นเอง มันจัดตั้งทั้งนั้น อุปาทานจัดให้

แล้วก็ไม่ต้องไปนั่งรอให้ใครใช้อภิญญาส่องเช็คความสว่างหรอกครับ เพราะนอกจากพระพุทธเจ้าและพระมหาโพธิสัตว์แล้ว ก็ไม่มีผู้ใดสามารถบอกความแตกต่างของความสว่างทั้งสองแบบออกจากกันได้จริงครับ

No comments:

Post a Comment