Tuesday, January 29, 2013

ตายหลอก vs ตายจริง

เคยได้ยินมานานแล้วว่า "เวลาจะตายให้มีสติ" ใช่ไหมครับ

คนที่ประคองสติจนขาดใจตายนั้น ตายไม่จริงครับ พอกายขันธ์แตกดับไปก็จะเหลืออีก 4 ขันธ์ เดี๋ยวขันธ์มันก็งอกขึ้นมาอีก เวียนว่ายตายเกิดรอบใหม่  ถ้าเจริญสติดีๆหน่อย ก็อาจจะเหลือหนึ่งขันธ์ ขึ้นไปเป็นพรหม นิ่งๆแช่ๆเป็นเวลานาน นั่นแหละครับเจริญตัวรู้ มันเลยกลายเป็นอมตะนิรันดร์กาลไงล่ะ เวียนว่ายไม่รู้จบ หรือที่เรียกว่าตายหลอกนั่นแหละ ตายแล้วเดี๋ยวก็เกิดอีก

ถ้าไปเจอคนใกล้จะตายแล้วอย่าไปสอนแบบนี้นะครับ เดี๋ยวตัวเองนั่นแหละจะถูกบังจากพระนิพพาน เวียนว่ายกันอีกหลายรอบ สอนแบบนี้ หากคนๆนั้นตายไปแล้ว ก็ตามไปแก้ไม่ได้นะครับ ไม่รู้จะเจอกันอีกเมื่อไหร่ หรือเจอแล้วจะจำกันได้หรือเปล่า

ถ้ามีคนจะตายนะครับ ต้องสอนให้เขาตรงต่อนิพพาน คือไม่ยึดติด ไม่อะไรกับอะไร จะคิด จะพิจารณา จะรู้ จะไม่รู้ ไม่ต้องไปใส่เจตนากรรมใดๆจงใจต้องตั้งลงไปกับอะไร ปล่อยโล่งๆ เบาๆสบาย ไม่จมแช่กับอารมณ์ใด สภาวะใด ทั้งทางโลก ทางธรรม ไม่ติด ไม่ขัด ว่างๆเข้าไว้ ไร้ๆเข้าไว้ นั่นแหละตายจริง ดับจริง ตายแล้วจบ ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีก แต่ถ้าเจริญตัวรู้ เจริญสติตอนจะตายนี่ หมดสิทธิ์ครับ ไม่ตายจริงแน่ๆ เดี๋ยวชาติหน้าก็มาจ๊ะเอ๋เจอกันใหม่

เอาเป็นว่าเราทุกคนน่ะ ถ้าเอาศพที่ตายในแต่ละภพแต่ละชาติมากองรวมกัน คงจะมากมายมหาศาลครับ หรือคนที่คิดว่ายังใช้ชีวิตไม่คุ้มนะครับ คุณเคยคิดแบบนั้นมาแล้วไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนชาติ ยังไม่พออีกหรือครับ น่าเบื่อออก จบได้แล้ว!!!

นิพพานไม่ใช่เรื่องยากครับ แต่เราทำให้มันยากไปเอง ก็นั่นแหละกรรมล้วนๆล่ะ

No comments:

Post a Comment