Tuesday, January 29, 2013

สติอริยะ vs สติปุถุชน

สติของอริยะและสติของปุถุชนแตกต่างกันอย่างไร?

สติอริยะนั้นแทบไม่มีใครรู้และไม่มีใครถ่ายทอดออกมาได้ตรงตามความเป็นจริง เพราะแม้แต่พระอรหันต์เองก็ไม่สามารถอธิบายได้ นอกไปเสียจากองค์พุทธะ และมหาโพธิสัตว์ ส่วนสติแบบปุถุชนนั้นเป็นที่รู้และฝึกกันโดยทั่วไปอยู่เเล้ว

สติของปุถุชนนั้น จะ แช่ ขัง วนรู้อยู่กับกายกับใจ ต้องอาศัยกำลังสมาธิ ความเพียร ปัญญา ฯลฯในการประคับประคอง คอยทรง คอยแช่ คอยรู้อยู่ตลอด หากไม่ฝึก ไม่พากเพียร สติก็จะหมดกำลังลงเอง สติของปุถุชนจึงยังมีลักษณะที่ต้องทำเพื่อเอา เป็นการบำเพ็ญ เป็นตบะที่ต้องสั่งสม ยิ่งต้องทำให้มาก เจริญให้มาก และพอทำให้มาก มันจึงไม่ว่าง มันจึงมีลักษณะเป็นพลัง มีตัวมีตน และมันก็ชนธาตุขันธ์ไปเรื่อยไม่จบสิ้น

สติปุถุชนนั้น ถ้าฝึกดีๆก็ทำให้เราสามารถอดหลับอดนอนได้หลายวันติดต่อกัน เพราะมันมีลักษณะเป็นการฝึกพลังอย่างหนึ่ง ยังเป็นกรรมอยู่ เพราะต้องกระทำ แล้วก็เป็นการไปกดดันธาตุขันธ์ของตัวเอง เป็นกรรมซ้อนลงไปในธรรมอีกทีหนึ่ง

ธรรมนั้นโดยธรรมของมันเองอยู่แล้ว ก้อนหิน ต้นไม้มันก็นิพพานอยู่แล้ว การเติบโตของต้นไม้นั้นมันก็เป็นไปโดยอัตโนมัติ เรียกว่าเป็นธรรมของมันเองอยู่แล้ว หรืออย่างการยืน เดิน นั่ง นอน ของมนุษย์นั้นโดยความเป็นจริงก็เป็นธรรมของมันเองอยู่แล้ว คือมันเป็นอัตโนมัติ หากไม่มีเจตนาซ้อนลงไปก็นิพพานอยู่เองแล้ว แต่ที่เราเลยนิพพานก็เพราะมีเจตนากรรมอยู่ในทุกๆการกระทำ หรือในทุกๆสภาวะธรรมที่มันเป็นธรรมอยู่เองแล้วนั่นแหละ ยิ่งไปเจริญในขันธ์ซ้อนเข้าไปอีก มันเลยกลายเป็นกรรมซ้อนกรรม กรรมซ้อนธรรมซับซ้อนหลายชั้น คือเราดันไปติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดคอยดูกาย ดูใจของเรา เป็นการตอกย้ำซ้ำๆในกรรมที่เกิดอยู่แล้วซ้อนเข้าไปอีก ทั้งๆที่ตัวรู้เองนั่นแหละเป็นตัวก่อเกิดภพชาติ ก่อเกิดวัฏฏะโดยตรง

สติปุถุชนนั้นแตกต่างกับสติของอริยะโดยสิ้นเชิง สติอริยะนั้นเกิดเองเป็นเองเมื่อผู้นั้นตรงต่อเนื้อหาแห่งพระนิพพาน เมื่อเรา "จาคะ" สละตัวตนของเรา โดยไม่ต้องไม่ตั้ง (ในเจตนา) กับอายตนะทั้ง 6 กาย ใจ  ธรรมารมณ์ นิวรณ์หรือแม้แต่สภาวะธรรมใดๆก็ไม่เอา เล็กๆน้อยก็ไม่เอา รู้ก็ไม่เอา คิดพิจารณาก็ไม่เอา เห็นนั่นเห็นนี่ก็ไม่เอา อะไรๆก็ไม่ อย่าไปยุ่งกับมัน บุญก็ไม่เอา บาปก็ไม่เอา พอจาคะมากๆเข้า มันก็นอกเหนือกาย นอกเหนือใจ สติอริยะจะเกิดขึ้นเอง เป็นมหาสติ มหาสัมปชัญญะที่กว้างไกล เลยกาย เลยจิตออกไป ไม่จดจ่อ "ไม่ตั้ง ไม่ต้อง" อยู่แต่ในกายในจิต รู้ตัวทั่วพร้อมก็ไม่ใช่ มันอยู่นอกเหนือสภาวะใดๆ เพราะมันว่างอยู่เองแล้ว ดับอยู่เองแล้ว สติอริยะนั้นเป็นพลังของความว่างอยู่เองโดยที่ไม่ต้องไปทำให้มันว่าง สติอริยะนั้นไม่ทำให้ใครเหน็ดเหนื่อย มีแต่โล่งโปร่งเบาสบาย ไร้ตัวไร้ตนในการเข้าไปสัมผัสสัมพันธ์กับสภาวะธรรมต่างๆ ไม่เป็นกรรมวนในขันธ์ เพราะมันนอกเหนือกาย นอกเหนือจิตไปแล้ว ไม่ต้องไปจดๆจ้องๆในกายในจิตอีก

พอ "ว่างอยู่เองแล้ว" หลายคนถามว่า "อ้าว แล้วจะอยู่ยังไงล่ะ?" นัยว่ากลัวความว่าง กลัวไม่มีตัวตน

พอว่างอยู่เองแล้วจริงๆ การยืน เดิน นั่ง นอน พูดคุย คิดพิจารณา หรือการกระทำอื่นๆก็จะเป็นไปโดยอัตโนมัติของมันเอง ไม่แช่ ไม่วนต่อเนื่องอยู่ในกายในจิต ทุกๆสภาพการณ์จะไม่มีลักษณะเป็นลูกโซ่ ไม่มีลักษณะเป็นวังวนวัฏฏะเหมือนกับการฝึกสติแบบปุถุชน คือดำริใช้งานขึ้นมาเป็นครั้งๆ เพื่อทำงาน เพื่อเกื้อกูล พอจบแล้วก็จบกัน ก็กลับไปว่าง ไม่วนเป็นวัฏฏะอีกต่อไป สติอริยะจึงสว่างจ้าโดยไม่ต้องใส่ความพยายามใดๆ มันสว่างตลอดเวลา ไม่เหมือนสติปุถุชนที่ต้องหมั่นสร้าง หมั่นฝึกเสริมเข้าไป หากไม่นั่งสมาธิ ไม่เดินจงกรม ไม่เจริญสติก็กลับไปมืดเหมือนเดิม คือยังจมแช่ว่ายวนอยู่ในขันธ์นั่นแหละ

จากลักษณะที่กล่าวมาแล้ว ก็สรุปได้ว่า สติแบบปุถุชนนั้น ยังไงๆก็ไม่เป็นสติอริยะครับ เพราะสติปุถุชนนั้น ยังมีลักษณะที่มุ่งเอาอยู่ แต่สติอริยะนั้นเกิดจากการไม่เอา ทิ้งทุกสภาวะ และไม่ยึดแม้กระทั่งกายหรือจิตครับ

No comments:

Post a Comment