Tuesday, January 29, 2013

วางอยู่แล้ว ว่างอยู่แล้ว ไม่อยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้ว..หมายความว่าอย่างไร?

"วางอยู่แล้ว ว่างอยู่แล้ว ไม่อยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้ว"
คำเหล่านี้ท่านจะได้ยินได้ฟังจากหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตอยู่บ่อยๆ ในทุกครั้งที่เทศน์ ทำไมท่านถึงต้องย้ำแบบนี้อยู่ตลอดเวลา

"ทำไมเราถึง ไม่วาง ไม่ว่าง ไม่นิพพานอยู่แล้ว?"

ก็เพราะเราหลงในมายากรรม มายาขันธ์ (กาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) จมแช่อยู่กับมันตลอดเวลา เช่น พอเรานั่งดูหนัง วิญญาณขันธ์(ตัวรู้) รับรู้เรื่องราวเสร็จแล้วก็ไปสืบค้นเทียบเคียงข้อมูลเก่า เพื่อหาความหมาย ความเป็น ความมี สังขารขันธ์ก็จะเริ่มปรุงแต่งคิดโน่นคิดนี่ คาดเดาเรื่องราวไปต่างๆนานา แล้วเราก็รู้สึกสนุกไปกับหนัง(สุขเวทนา) พอสนุกไปกับเรื่องราว ร่างกายก็มีปฏิกิริยาโต้ตอบ พอหนังจบแล้วก็เอามาวิพากษ์วิจารณ์ ตอกย้ำความรู้ ความคิด ความปรุงแต่ง ตอกย้ำเวทนาเข้าไปอีก แบบนี้เรียกว่าการจมแช่อยู่กับธาตุขันธ์ เพราะมันทำงานอยู่ตลอดเวลา เราก็ถือว่ามันเป็นตัวของเรา

แล้วทำไมท่านจึงใช้คำว่าธาตุขันธ์...?

ก็เพราะทุกอย่างมันเป็นธาตุไงครับ ในสังสารวัฏนี้ไม่มีอะไรเลยนอกจากธาตุและสภาวะล้วนๆ โดยนิพพานอยู่แล้วนั้น สิ่งเหล่านี้ไม่มีความหมายความเห็นในการมีการเป็น ตัวเขาตัวเรา แต่อย่างใด การที่มีวัฏฏะขึ้นมาได้ก็เพราะเราไปมีความหมายความเห็นในการมีการเป็นขึ้นมานั่นแหละ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นล้วนสรุปลงตรงความไม่ยึดสถานเดียวเท่านั้น แม้กระทั่งธรรมเองก็ยึดไม่ได้เหมือนกัน

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น ผมกำลังจะเดินจงกรม เดินจงกรมต้องใช้วิญญาณขันธ์ในการตามดูตามรู้กายกับใจ ผมเห็นขาขยับ เห็นจิตแวบไปคิด เห็นเท้าที่มันปวด แบบนี้เรียกว่าเจออุปาทานมันหลอกเอาแล้ว เพราะดันไปมีความหมายความเห็นกับการมีการเป็น (เป็นกาย เป็นจิต) มีผู้รู้ มีสิ่งที่ถูกรู้ เห็นการเกิดดับของแต่ละอิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อย ทั้งๆที่มันไม่ใช่อะไรเลยนอกจากธาตุและสภาวะ หรือบางคนเห็นสภาวะจิตที่มันฟุ้งซ่านค่อยๆสงบลง อย่างนี้ก็ยังมีการติด การหลุด การติดขัด ข้องคาอยู่ ทั้งๆที่มันไม่มี มันเป็นสิ่งและสภาวะที่อุปโลกน์ขึ้นเท่านั้น เราเข้าไปติด เราเข้าไปหลุดอย่างนั้น มันไม่ใช่ มันหลงไปในมายากรรมทั้งนั้น ทุกอย่างมันสรุปลงที่อนิจจังอยู่แล้ว มันเกิดดับของมันเองอยู่แล้ว ธาตุแต่ละอย่าง มันทำหน้าที่ของมันเองโดยอัตโนมัติอยู่แล้วโดยไม่ต้องมีเจตนากรรมย้ำดูย้ำทำลงไปอีก แบบที่หลวงพ่อท่านกล่าวว่า "ธรรมโดยธรรมเองอยู่แล้ว" อย่าเอากรรม (เจตนารู้) ไปซ้อนธรรมนั่นแหละ

การจมแช่ในขันธ์ ติดขัด ข้องคา เหล่านี้แหละที่ทำให้เราไม่ว่าง ไม่วาง ไม่ตรงต่อนิพพานเสียที ทั้งๆที่นิพพานนั้นรองรับสังสารวัฏอยู่แล้ว

ก็เมื่อไหร่ก็ตามที่เรา "ไม่" อยู่แล้ว "ไม่ต้อง ไม่ตั้ง" กับธาตุขันธ์หรือธรรมใดๆนั่นแหละ เรียกว่าเราตรงต่อสัจธรรม ตรงต่อนิพพานทันที

เพราะเมื่อไหร่ที่เรา "ไม่ตั้งเอา ไม่ต้องเอา" กับธาตุขันธ์อย่างหนึ่งอย่างใด แม้กระทั่งการรู้ (แม้แต่รู้ก็ยังไม่ใช่เลย) ไม่มีอะไรๆกับการมี การเป็น ความหมายใดๆบนโลกสมมตินั่นแหละ ก็จะเข้าสู่ความว่างอยู่แล้ว วางอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้ว เองโดยอัตโนมัติ โดยที่ไม่มีตัวเราเข้าไปทำให้มันวาง ทำให้มันว่าง หลงไปกลายเป็นโมหะอุปาทานหลงเอาว่านิพพานแล้วนั่นแหละ

ตัวรู้หรือวิญญาณขันธ์นั้นเป็นขันธ์ตัวแรกที่ก่อให้เกิดสังสารวัฏ หยุดเจริญมันก็เท่ากับเป็นการยุติวัฏฏะทันที นิพพานทันที

ไม่ต้องสงสัยหรอกว่าทำไมนิพพานมันถึงฟังดูง่ายแบบนี้

ก็เพราะไม่เคยมีใครให้รหัสนัยที่ตรงต่อนิพพานจริงๆนั่นแหละ เราถึงยังต้องวนกันไม่จบสิ้นสักที

No comments:

Post a Comment