Tuesday, January 29, 2013

ขันธ์ห้า..เรียงตามลำดับความแสบ!!

ในความคุ้นเคยของผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายนั้น ขันธ์ 5 มักจะถูกเรียงลำดับตามนี้ครับ

1. กาย
2. เวทนา (สุข,ทุกข์,เฉยๆ)
3. สัญญา(ความจำได้หมายรู้)
4. สังขาร(ความปรุงแต่ง)
5. วิญญาณ(ตัวรู้ จิต หรือ สติ)


ส่วนหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านเรียงลำดับความแสบของขันธ์ดังนี้ครับ

1. วิญญาณ
2. สังขาร
3. สัญญา
4. เวทนา
5. กาย

การเรียงลำดับที่แตกต่างกันย่อมแสดงให้เห็นความอาจหาญในธรรมที่แตกต่างกัน หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านให้ตัดที่ตัววิญญาณขันธ์หรือตัวรู้ก่อนเลยเพราะถือว่าเป็นรากของความเป็นขันธ์ที่เหลือ เมื่อตัดที่ราก ไอ้ขันธ์ที่เหลือก็ไปไม่เป็นเลย หมดความหมายในความเป็นขันธ์ไปในทันที ก็แค่ไม่ต้องไม่ตั้งนั่นแหละตัดตัวรู้ทันที คลายในขันธ์ทั้งหมดทันที สว่างทันที

นี่เป็นเหตุให้การเผยแผ่สัจธรรมมันง่ายขึ้นครับ เพราะพอคนที่ฟังธรรมของท่านจนสว่างแล้ว เข้าใจแล้วจบตามแล้ว หมดเชื้อแล้ว ก็หมดคำถามทันที อย่างตัวผมเอง วันแรกที่เจอหลวงพ่อก็ยังถามอยู่ พอวันที่สองนั่งบื้อฟังอย่างเดียว หมดเชื้อทันที เพราะมันตัดที่ตัวรู้ ว่างอยู่แล้วเลย พอตัดที่ตัวรู้ได้ มันก็ไม่อยากอ่าน ไม่อยากรู้ ไม่อยากคิดไปเอง หยุดวนทันที เปรียบเหมือนคนที่หยุดดื่มยาพิษ ทุกวันนี้ตู้หนังสือโล่งเลยครับ แค่ตัดคำเดียวนั่นแหละจบเลย

แต่พอมาเป็นลำดับแบบที่เรารู้ๆกันก็คือ รู้กาย รู้เวทนา รู้ใจที่วิ่งไปนึกคิดปรุงแต่ง พอรู้มากๆเข้าก็เป็นตบะ ฌาน ญาณขึ้นมา กายก็สงบระงับ เวทนาก็เบาลง เพราะ"กำลัง"ของสติ เห็นไหมครับ มันอาศัยกำลังสติไปกดข่ม ข่มได้ไม่นาน มันก็อนิจจัง มันก็ฟุ้งขึ้นมาอีก บางทีก็เหมือนไม่เคยปฏิบัติมาเลย ก็ยังปลอบใจกันไปว่าก็มันแสดงอนิจจังให้เห็นไงล่ะ บางคนปฏิบัติแล้วก็บอกว่าได้ผล ก็ได้สิครับ เพราะมันไปกดข่มเอาไว้ไง ว่าแล้วก็เร่งความเพียรกันต่อไป ขึ้นๆลงๆ เดี๋ยวติด เดี๋ยวหลุด เปรียบเสมือนการที่เราเพาะกาย ทำร่างกายให้แข็งแรง แต่ไม่หยุดดื่มยาพิษ แล้วโรคมันจะหายไหม หลงอุปโลกน์กรรมบนอนิจจังทั้งนั้น

ฝึกสติกับสมาธิมันก็ครือกันนั่นแหละ ฝึกสติก็ได้ความว่องไว ได้ปัญญา ได้ญาณ ฝึกสมาธิก็ได้ตบะ ได้ฌาน พอได้มาก็ติดตัน แบกถือจนวางไม่ลง จมแช่จนออกจากรู้ไม่เป็น ออกจากนิ่งไม่เป็น ยิ่งฝึกยิ่งมีตัวตน เหนียวแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นชาวเกาะ เกาะโน่นเกาะนี่ไปเรื่อย ดักดานอยู่ในธาตุขันธ์ อนิจจังทั้งนั้น แล้วเห็นอะไรล่ะ ก็เห็นทุกข์ไง ถูกแล้ว แต่ละทุกข์ได้ไหม? ก็ไม่ได้ใช่หรือเปล่า? ก็ตัวรู้นั่นน่ะทุกข์ ไปเจริญ มันก็ทุกข์สิ

ดังนั้นการเจริญสติหรือการเข้าไปฝึกตัวรู้ ก็จะยิ่งทำให้งุนงงสงสัย เพราะการฝึกรู้นั่นแหละคือการวนสังสารวัฏนั้นมันวนไม่จบ หนังสือธรรมะจึงเต็มบ้าน เพราะยิ่งฝึกยิ่งต้องอ่าน ยิ่งฝึกยิ่งสงสัย สะสมมันมากๆ พะรุงพะรังมากๆเข้า เจริญปัญญาแล้วก็ไปติดปัญญา สุดท้ายก็ตัน คางเหลือง น้ำตาตก ทำไมมันงอกไม่จบ ทำไมมันยังทุกข์อยู่ ทำไมมีแต่คนบอกให้มุ่งไปข้างหน้า แต่ไม่บอกว่าจุดหมายหน้าตามันเป็นยังไง ทำไปทำมาก็เลยมีแต่วิธีการ มีแต่รูปแบบ ติดวนอยู่กับธรรมนั่นแหละ ไม่นิพพานซะที

ก็หยุดสิครับ ฆ่าตัดตอนสังสารวัฏกันเลย ไม่ต้องไม่ตั้งเอากับการรู้ การเห็น สัมผัส ผัสสะใดๆ เดี๋ยวภพชาติก็ขาดสะบั้นลงเองต่อหน้าต่อตา โลกจืดลงไปเอง ไร้ความเห็น ความหมายในสรรพสิ่งทันที

No comments:

Post a Comment