Monday, January 28, 2013

ไม่มีโจทย์ให้นับหนึ่งตั้งแต่แรกอยู่แล้ว(โว๊ย)

ผมคิดว่าคุณคงจำวัยเด็กของคุณได้ดี

ในความทรงจำของผมนั้น วัยเด็กเป็นวัยที่สนุกสนาน ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากนัก วันๆมีแต่จะหาเรื่องเล่นตลอดเวลา ไม่ต้องหาเงินเอง ไม่ต้องทำกับข้าวกิน ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวลอะไรกับชีวิตมากนัก วัยเด็กจึงกลายเป็นความทรงจำอันสวยงามได้ไม่ยากนัก

แต่ดันไม่มีใครบอกกับเราว่า พอโตขึ้นเราต้องชดใช้วิบากกรรม พอเจอวิบากกรรมซัดจนน่วมได้ที่ เราก็ลืมไปแล้วว่าวัยเด็กเรามันสนุกอย่างไร แล้วเราก็เริ่มเห็นโลกนี้คล้ายคลึงนรกเข้าไปทุกที

พอหลงโลกได้ไม่นาน ก็ตื่นขึ้นเห็นความจริงว่าโลกนี้มันมีแต่ความทุกข์นี่หว่า ว่าแล้วผมก็ไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ที่ไปก็เพราะทุกข์นั่นแหละ จึงต้องหาวิธีแก้ให้มันหายทุกข์ แล้วก็ได้ผล วิปัสสนาทำให้ผมได้คลายทุกข์ไปเยอะเลยครับ ทุกข์ที่เคยกระทบใจมันก็ถูกดู ถูกรู้ กลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ แยกออกจากตัวเราไป มีงานให้จิตทำ หาโจทย์ทำ เพื่อที่จะได้พ้นทุกข์ กะว่านิพพานชาตินี้แล้วโว้ยนั่นแหละ จากคอร์สวิปัสสนาครั้งแรก ผมก็ลุยแหลก ราวกับว่าจะนิพพานวันนี้พรุ่งนี้ให้ได้

พอภาวนาได้สามปีกว่าๆ ก็เริ่มพบว่าทำไมมันมีตัวกูขึ้นมาทุกทีที่รู้วะ? ประกอบกับปี 52 ผมเองเจอวิบากกรรมเล่นงานหนักจนแทบปางตาย(ทางการเงิน) เมื่อคนๆหนึ่ง ตกลงไปในก้นเหว ไม่มีคนช่วย แถมทุกข์ก้อนใหญ่ๆก็ดันตกลงมาทับถมชนิดอัดโปรโมชั่นกันไม่ยั้ง แล้วผมก็ถึงวันที่กำลังสติจากการวิปัสสนาเอาไม่อยู่ ต้องวิ่งหนีทุกข์ดื้อๆ ชนิดใส่เกียร์หมาโกยไม่ยั้ง....ไม่ภาวนาแล้วโว้ย

เหตุการณ์เมื่อปี 2552 ทำให้ผมเริ่มสงสัยว่า ทำไมภาวนามาตั้งนานด้วยความพากเพียร แต่เวลาทุกข์หนักๆ ก็ยังเจ็บปวดอยู่เหมือนเดิม มีคนบอกว่าเพราะกำลังสติมันไม่พอ เลยเอาไม่อยู่ แต่ความเพียรมันเริ่มลดลงเอง เพราะมันเบื่อ ก็จะไม่ให้เบื่อได้ยังไง ดูแต่จิต ดูแต่ทุกข์เหมือนๆเดิมทุกวัน ตลอดเวลา แล้วก็ไม่เห็นวี่แววว่าจะพ้นทุกข์ได้ยังไง เรียกว่าถ้าเป็นการบ้าน ผมคงโม่โจทย์ที่อาจารย์ให้มา จนสมุดกองเป็นพะเนินไปแล้ว แต่มันก็ไม่พ้นทุกข์อยู่ดี นิพพานจึงเป็นเรื่องที่โครตยากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่วิปัสสนามา ผมไม่เคยมีภาพของพระนิพพานชัดเจนเลยสักหนหนึ่ง รู้แต่ว่าเขาบอกๆกันมาว่ามันสุขซะไม่มี ก็เชื่อไปตามนั้น เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด ทำโจทย์ไปเรื่อยๆตามคำแนะนำของครูบาอาจารย์

จนกระทั่งเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2552 ผมได้ฟังธรรมของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตที่โหลดจากเว็บไซต์ของวัด ผมเองไม่ติดหรอกที่ว่า ทำไมท่านถึงห่มจีวรสีเหลืองแจ๋นขนาดนั้น หรือจีวรสีเข้มแทบจะดำแบบที่เห็นกัน แต่ธรรมของท่านราวกับไม้หน้าสามที่ฟาดเข้ามาทัดหูซ้าย ทัดหูขวา สอยปลายคาง เล่นเอาดาวเต็มท้องฟ้ากลางวันแสกๆเลยทีเดียว

ด้วยเลือดนักสู้ประเภทไม่รู้ไม่ได้ ผมก็ตั้งหน้าตั้งตาฟังธรรมของท่าน รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ก็คิดดูแล้วกันว่า ความรู้สึกตอนได้ยินคำว่า ไม่ต้อง ไม่ตั้ง ครั้งแรกน่ะ มันมึนขนาดไหน แต่ผมก็เก็บอาการ กลืนเลือด สลัดความมึนออกไป นั่งฟังนอนฟังไม่ยั้ง ประมาณว่ายากนักใช่ไหมหลวงพ่อฯ เดี๋ยวขอฟังหลายๆไฟล์หน่อยก็รู้เรื่องแล้ว ในใจก็นึกไปว่า โห...พระที่ไหนเนี่ยใช้คำเทศน์ที่ทำลายระบบบัญญัติของวิปัสสนาที่มีมาทั้งหมดลงอย่างราบคาบเลย เรียกว่าธรรมของท่านล่อเป้ามากๆ

พอฟังธรรมของท่านจนเข้าใจได้ที่ อาการร้อนใจก็บังเกิดขึ้นกับผม ราวกับท่านพูดกับผมตรงๆว่า "เลิกทำโจทย์ได้แล้วลูก มันไม่เคยมีโจทย์อยู่ตั้งแต่แรกแล้ว"

ว่าแล้วผมก็ไปกราบท่านเมื่อกลางเดือนมกราคม 53 เพื่อไขข้องข้องใจทั้งหมด แต่ไม่นึกว่าจะเจอกับสุญญตาด้วยตัวเองจังๆ เข้าใจไหมว่าสภาวะที่ผมเจอน่ะ มันว่างชนิดที่หลับตาก็หายตัวไปเลย จะกำหนดรู้มันก็ทำไม่ได้ จะระลึกรู้ก็ทำไม่ได้ มันไม่จงใจรู้ไปซะอย่างนั้น มันมีแต่รู้เปล่าๆที่ไม่ปรุงแต่ง จะไม่ให้เชื่อก็ไม่ได้อีก เพราะเจอกับตัวเอง ร่ำเรียนวิชาวิปัสสนากรรมฐานมาก็มาก ศึกษาค้นคว้าเองก็เยอะ ยังไม่เคยเจออะไรแบบนี้เลยพระคุณเจ้า

นี่คือเหตุผลที่ผมกลับลำ 180 องศา ถอยหลังเต็มกำลังออกจากระบบวิปัสสนากรรมฐานกระแสหลักอย่างฉับพลัน จนเป็นที่ตกใจของใครหลายคน ที่มองว่าผมเพี้ยนไปแล้ว แต่ก็ช่างมันเถอะ ให้รู้แค่ว่าผมหยุดวนแล้วก็พอ ส่วนใครจะวนอีกกี่รอบก็เชิญตามสบาย...นะจ๊ะ

มีประโยคหนึ่งที่ผมถามย้ำกับหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ แต่ไม่ได้ลงมือหยิกแก้มตัวเอง เพราะเชื่อว่าเจ็บแน่ๆ

ผมถามย้ำว่า "นี่ตกลงเราอยู่ในความฝันกันใช่ไหมครับ?"

หลวงพ่อท่านพยักหน้ายิ้ม...วินาทีนั้นเองผมก็ตื่นฉับพลัน สว่างโพล่งทันที ให้ตายเถอะ โง่มาตั้งนาน!!!

สรุปแล้วว่าไอ้ที่เราๆทำโจทย์แก้ทุกข์มาทั้งหมดนั่นน่ะ โดนโมหะต้มจนเปื่อยเลยครับ เพราะมันไม่มีโจทย์อะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ดังนั้นไม่ต้องไปนับหนึ่ง เรียนธรรม เรียนภาวนาอะไรเลย ก็มันนิพพานอยู่แล้ว(โว๊ย)

No comments:

Post a Comment