Monday, January 28, 2013

ทำไมต้องขอขมากรรม

การขอขมากรรมเป็นแนวทางที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตได้นำมาใช้ในการคลี่คลายกรรมให้กับสรรพสัตว์ ซึ่งที่วัดร่มโพธิธรรมและลูกศิษย์ทุกๆคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะขอขมากรรมกัน เป็นประจำ รวมถึงช่วงที่ฟังเทศน์เช้าและเย็นด้วย ซึ่งหากหลวงพ่อฯเห็นว่ากรรมวิบากของผู้เข้าฟังมีมากท่านก็จะให้ขอขมากรรมกัน ก่อนเสมอ หรือใครที่ไปกราบท่านเป็นครั้งแรกท่านก็จะให้ขอขมากรรมกันก่อน


การขอขมากรรมนั้น ก็เป็นไปเพื่อคลี่คลายกรรมวิบาก กรรมกิเลส กรรมอนุสัยที่พ่วงพันมานานไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ หากจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับเราแบกถุงใส่ของหนักติดตัวไปทุกภพทุกชาติ ยิ่งนานวันเข้าของในถุงก็มากขึ้น หนักขึ้นเรื่อยๆ ยึดติดมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่มาบังสัจธรรม คือไม่ว่ามีกรรมกี่ประเภทที่ติดตัวเรามาก็บังได้หมด ขวางได้หมด บางคนกว่าจะเจอสัจธรรมก็วนแล้ววนอีก คลาดกันนิดเดียว บางคนฟังสัจธรรมแล้วก็ดันเข้าใจไปในแบบของตัวเองที่ไม่ตรงสัจธรรมจริงๆอีก ซึ่งอย่างหลังนี่น่ากลัวมากครับ ผมเห็นกับตามาหลายคนแล้ว ทุกวันนี้คนเหล่านี้ก็ยังวนอยู่เลย ต้องปล่อยไปครับเพราะมันบังนิดเดียวจริงๆ บังเพราะไปสอนกรรมฐานหรือเผยแพร่กรรมฐานเอาไว้แล้วไม่ได้ขอขมากรรมนั่นแหละ ขนาดจะขอขมากรรมยังไม่คิดจะทำเลยครับ เพราะคิดไปเองว่าตนเองสอนถูกแล้ว

ส่วนเนื้อหาการขอขมากรรมนั้น หลักๆก็จะเป็นการขอขมากรรมต่อองค์คุณ องค์ธรรมทั้งหลาย ที่เราเคยประมาทล่วงเกิน ทั้งที่เจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นกรรมที่บังเราจากสัจธรรมอยู่ แม้กระทั่งเทพเทวา ที่ชาวพุทธไม่คิดว่าจะเกี่ยวอะไรกับศาสนาพุทธก็ล้วนมีคุณกับสังสารวัฏทั้ง นั้น เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว สังสารวัฏก็เป็นสังสารวัฏเดียวกันทั้งหมด ดังนั้นองค์คุณ องค์ธรรมทั้งหลายที่กระจายกันทำหน้าที่ในการปลดปล่อยสรรพสัตว์ ล้วนมีคุณทั้งนั้น เทพเทวามากมาย ผู้คนจำนวนมากมายที่อยู่รายรอบตัวเรา ในความรับรู้ของปุถุชนนั้น ไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยว่าใครเป็นพระโพธิสัตว์หรืออริยบุคคล หรือสถานที่ใดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่ศาสดาในศาสนาอื่นก็เถอะ ล้วนแล้วแต่ทำงานในการช่วยเหลือสรรพสัตว์เหมือนกัน ดังนั้นการที่ชาวพุทธหรือชาวศาสนาอื่นมานั่งแบ่งแยกเราเขากัน โจมตีกัน ฆ่าแกงกัน เหล่านี้ก็เป็นกรรมที่ติดตัวเราไปทุกภพทุกชาติ เรียกว่าแบกกันจนหลังแอ่นโดยไม่รู้ตัวเลยครับ

นอกจากนั้นสำหรับบางคนที่ติดขัดข้องคาตรงไหนก็สามารถรู้ได้จากวิบาก กรรมที่กำลังรับอยู่เช่น แร้นแค้นเรื่องความเป็นความอยู่ ก็เพราะติดขัดเรื่องการตอกย้ำความเป็นอยู่ บางคนศึกษาสัจธรรม ฟังสัจธรรมไม่เข้าใจ ก็เพราะไปเจริญในขันธ์มากหรือไปสอนให้ผู้อื่นเจริญในขันธ์เอาไว้ มันก็เลยกลายเป็นกรรมเหนียวแน่นที่กลับมาบังทุกครั้งเมื่อพยายามจะเข้าใจ สัจธรรม บางคนมีปัญหาเรื่องกามราคะ ก็เป็นอนุสัยที่ชอบหลงไปกับผัสสะ อายตนะ ความพึงพอใจทั้งหลาย บางคนก็มีวิบากทางกายมาก เจ็บป่วยบ่อยๆ ก็เกิดจากกรรมที่ไปเบียดเบียนสัตว์อื่นเอาไว้ บางคนมีทิฏฐิต่อสัจธรรม ไม่ยอมรับสัจธรรม ก็เพราะเคยไปปรามาสในสัจธรรมเอาไว้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะคลี่คลายได้ก็ต่อเมื่อกล่าวขอขมากรรมให้ถูกจุด กรรมวิบากทั้งหลายก็จะคลายลงได้ครับ

การขอขมากรรมก็ทำได้ง่ายๆครับ โดยให้น้อมองค์หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตเป็นประธาน ตั้งนะโม 3 จบ แล้วก็น้อมใจเอ่ยขอขมากรรม ด้วยความสำนีกจากใจจริงๆ โดยจะใช้บทขอขมากรรมที่มีอยู่ในเว็บไซต์แล้วเพิ่มเติมเนื้อหาที่ตนเองติดขัด ข้องคาแทรกลงไปก็ได้ อย่างผมใช้วิธีโหลดไฟล์ขอขมากรรมลงในมือถือ แล้วเปิดเช้าเย็นให้ดังทั้งห้อง เผื่อคนอื่นที่อยู่ในห้องหรือจิตญาณที่อยู่ในบ้านจะได้มาร่วมขอขมากรรมคลี่ คลายไปด้วยกันครับ

ผลที่ได้จากการขอขมากรรมนั้นก็มีหลากหลาย หลายคนก็หายจากความเจ็บป่วยทางกายได้เลย (ขึ้นกับวิบากนั้นหนักมากขนาดไหนด้วย) แต่ทุกคนที่ได้ขอขมากรรม จะเข้าใจสัจธรรมมากขึ้นครับ แม้กระทั่งคนที่ไม่ประสาอะไรกับธรรมก็จะเข้าใจสัจธรรมได้เช่นเดียวกัน

นอกจากจะขอขมากรรมให้ตนเองแล้วเราก็ยังสามารถขอขมากรรมแทนผู้ที่มีส่วน สัมพันธ์กับเราในทุกๆด้านได้ด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็นสามี ภรรยา พ่อ แม่ ลูก ญาติๆ แม้แต่โจทก์ หรือเจ้าหนี้ เราก็สามารถขอขมากรรมแทนเขาได้ทั้งหมด แล้ววิบากที่มีต่อกันก็จะค่อยๆคลี่คลายไปด้วย

ซึ่งการขอขมากรรมนั้นควรทำบ่อยๆ เพราะเราสั่งสมกรรมมายาวนานมาก การที่จะให้กรรมคลี่คลายหมดในทีเดียวนั้นเป็นไปได้ยากมาก พอเราขอขมากรรมบ่อยๆ กรรมทั้งหลายที่คลี่คลายลงก็จะส่งผลให้กายใจของเราเบาสบายขึ้น ความยึดติดในธาตุขันธ์ก็จะลดลง แจ้งในสัจธรรมได้ง่ายขึ้นครับ 

No comments:

Post a Comment