Thursday, January 31, 2013

ว่าด้วยนัยยะในเทศนาธรรมของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ

หลายๆคนคงได้ฟังสัจธรรมจากหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะไปแล้วไม่มากก็น้อย

มีข้อสังเกตหนึ่งที่ผมจับได้จากการฟังสนทนาธรรมหลายๆไฟล์ ข้อสังเกตนี้มีอยู่ว่า การไม่ต้องไม่ตั้งอย่างที่หลวงพ่อว่านี่มันต้องมีสติรู้ทันขึ้นมาก่อนที่จะไม่ต้องไม่ตั้งแน่ๆ ไม่งั้นทำไม่ได้

คำตอบของหลวงพ่อต่อกรณีนี้ชัดเจนคือ ไม่ต้องรู้ก่อนด้วยซ้ำ มันจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งคำตอบแบบนี้แหละที่ทำให้ผู้ที่เคยภาวนามาออกอาการงงรับประทานชนิดไปไหนไม่เป็น กลับบ้านไม่ถูกกันเลยก็มี ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวผมในช่วงแรกๆด้วย ก็มีอย่างที่ไหนไม่ต้องรู้ก่อนด้วย แถมตัดให้อัตโนมัติ คำตอบชัดครับ แต่ยิ่งงง ยิ่งสงสัยไปกันใหญ่ ทำได้ไง (คือสงสัยแบบนักทำนั่นแหละ)

แต่พอได้ไปอยู่ที่วัดสองวัน แล้วกลับมาที่บ้านก็พบว่า มันไม่ต้องไม่ตั้งไปของมันเองแบบอัตโนมัติอย่างที่หลวงพ่อว่าจริงๆ ยิ่งฟังธรรมจากท่านแล้วพบเจอสภาวะที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ผมจึงสรุปได้ว่า เทศนาธรรมของหลวงพ่อฯนั้นมีสองนัยยะด้วยกัน

นัยยะแรกเป็นนัยยะสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยพบหลวงพ่อฯ คือเทศนาธรรมของหลวงพ่อฯจะว่าด้วยเนื้อหาที่แท้จริงของกรรม, ธรรม  และว่าด้วยรหัสนัยแห่งพระนิพพาน ผู้ที่ฟังตรงๆและไม่ยึดติดกับของเก่าก็สามารถที่จะเข้าใจเนื้อหาได้ด้วยตัวเอง นี่เป็นนัยยะที่เกี่ยวกับเนื้อหาล้วนๆ แต่ก็จะเกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่า แล้วทำยังไงล่ะ?

นัยยะที่สองเป็นนัยยะสำหรับผู้ที่เคยไปกราบหลวงพ่อฯมาแล้ว เทศนาธรรมของท่านที่แสดงทั้งหมดจะเป็นสิ่งที่ท่านบอกกับเราตรงๆถึงสภาวะที่เกิดขึ้นกับตัวเรา คือว่างอยู่แล้ว วางอยู่แล้ว ไม่อยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้ว เนื้อหาทั้งหมดของธรรมเทศนาก็เป็นเนื้อหาเดียวกันกับนัยยะแรกนั่นแหละ เพียงแต่สิ่งที่ท่านเทศน์สอนนั้นจะเกิดขึ้นกับจิตเราโดยตรง เรียกว่าไปกราบท่านเพื่อฟังสัจธรรมเฉพาะหน้า แล้วท่านก็คลายอุปาทานในรู้ให้ด้วย เพราะถ้าไม่คลายก็จะไปติดตัวเข้าไป "ทำ" เหมือนเดิม ส่วน "ความว่างจากอุปาทานในวิญญาณขันธ์" จะเกิดมากเกิดน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าเรารับได้แค่ไหน รับได้มาก ได้เร็วก็สว่างโพล่งเร็ว หรือที่หลวงพ่อเรียกว่าบรรลุฉับพลัน หรือบางคนเอ๊ะอ๊ะสงสัย ติดปัญญา ติดอนุสัย นั่นโน่นนี่เยอะก็จะเนิ่นช้าออกไปอีก

นอกจากนั้น นัยยะที่สองยังเป็นแนวทางที่ผู้ฟังสัจธรรมควรฟังเอาไว้คลายตนเอง เคลียร์ตัวเอง ไม่เอ๊ะไม่อ๊ะกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และจะได้เตือนตัวเองว่าสิ่งที่หลวงพ่อท่านสอนนั้นได้เกิดขึ้นจริงเฉพาะตน ไม่ต้องลังเลสงสัย เมื่อรู้แล้ว คลายแล้ว เดี๋ยวก็จะสว่าง เรียบ ไร้ ไปตามธรรมชาติของมันเอง โดยที่ไม่ต้องเข้าไปทำ

นัยยะที่สองนี่แหละคือคำตอบที่หลวงพ่อท่านมีให้ต่อข้อสังเกตหรือคำถามที่ว่า มันต้องมีสติ "รู้" ขึ้นมาก่อนที่จะ "ไม่ต้อง ไม่ตั้ง" ใช่หรือไม่? ซึ่งคำตอบของหลวงพ่อ ก็ชัดอยู่แล้วว่า "ไม่ต้องเข้าไปทำ เดี๋ยวมันจะเป็นไปเอง" แล้วมันก็เป็นไปเองอย่างที่หลวงพ่อท่านพูดเอาไว้ไม่มีผิดครับ

ฉะนั้น ไม่ต้องเอ๊ะอ๊ะกับคำทักท้วงของใครอีกต่อไป ก็จะเรียบไร้ไปเองโดยอัตโนมัติครับ

No comments:

Post a Comment