Tuesday, January 29, 2013

นิพพานเก๊..มีจริง (โว้ย)!!!

ได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับนิพพานมาก็มาก บางเรื่องราวของพระนิพพานก็หวือหวาน่าตื่นเต้น น่าค้นหา แสวงหา ชวนให้เร่งปฏิบัติธรรมมากๆ

บ้างก็ว่าเวลานิพพานอยู่ตรงหน้ามันช่างสุขที่สุดบ้างล่ะ เห็นว่านิพพานมันว่าง มันสว่างบ้างล่ะ ฯลฯ การเห็นนิพพานในลักษณาการต่างๆเหล่านี้มันไม่ใช่อะไรเลยนอกจากของเก๊...นิพพานเก๊นั้นมีจริง โมหะจัดให้!!!


นิพพานเก๊นั้น ผู้พบเห็นยังถูกครอบด้วยโมหะ มีตัวผู้รู้ มีนิพพานที่ถูกรู้ นั่นแหละถูกจัดฉากหลอกเข้าแล้ว และการที่ผู้ปฏิบัติธรรมได้ยินได้ฟังเรื่องเหล่านี้มากๆก็เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะมันทำให้เกิดความคาดหวัง ไม่ว่าเจ้าตัวจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม มันก็จะคอยตามเช็ค ตามรู้ ตามนึกอยู่ตลอดเวลาว่าเจอสภาวะนั้นหรือยัง คนพูดก็พูดไป อวดไป โชว์ไป เพราะปุถุชนนั้นไม่มีใครเคยพบพระนิพพานเลย ก็เลยพากันไปวนทั้งลูกศิษย์ทั้งอาจารย์ ไม่พ้นทั้งคู่

นิพพานนั้นคือความไม่ยึดติดนั่นแหละ ไม่มีอะไรมีความหมายกับอะไร ไม่มีอะไรติดกับอะไร ว่างจากความหมายใดๆบนโลกสมมติ และนิพพานรองรับสังสารวัฏอยู่ตลอด ส่วนวัฏฏะนั้นมีบัญญัติ แล้วมีตัวเข้าไปติด ไปหลงรู้ หลงยึดในบัญญัตินั้นๆ วัฏฏะจึงเป็นโลกส่วนตัวในความฝันของสรรพสัตว์ นิพพานเป็นเรื่องของแต่ละคน เพราะเมื่อใดตรงต่อนิพพาน เมื่อนั้นวัฏฏะของคนๆนั้นก็จะดับไปทันที ไม่เป็นบุคคล เรา เขา ไม่เป็นมนุษย์ ไม่เป็นสัตว์ ไม่เป็นจิตทันที ไม่ต่างอะไรกับก้อนหิน น้ำ และธาตุอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ก้อนหินก้อนนี้มันไม่มีความเห็นความหมายอะไรกับต้นไม้ต้นนั้น ดังนั้นมันจึงไม่มีต้นไม้อยู่จริง อย่างนี้แหละเรียกว่านิพพาน คือมันว่างจากความเห็นความหมายใดๆนั่นเอง

ดังนั้นนิพพานจึงไม่ใช่สภาวะที่วิเศษพิสดารพันลึกอะไรแบบที่มีคนเล่าต่อๆกันมา เพราะเมื่อใดที่เข้าไปรู้สภาวะนั้นได้ สภาวะนั้นก็ไม่ใช่นิพพานแล้ว เพราะยังมีการรู้ในสมมติบัญญัติอยู่ ก็ยังไม่พ้นโมหะจัดฉากหลอกเอานั่นเอง และสิ่งนี้นี่แหละที่เกิดขึ้นกับผู้เจริญสติจำนวนมาก คือไม่รู้รหัสนัยของพระนิพพาน เมื่อไม่รู้วิธีการก็ผิดแล้ว เพราะการเจริญสตินั้นเป็นการไปเจริญวัฏฏะตรงๆ มันก็มีความหมาย ความเห็น ความเป็นตลอด แล้วจะละอย่างไร เพราะตลอดเวลาที่เจริญสติมันจะมีผู้รู้ ผู้ติด ผู้หลุด (จากสภาวะหนึ่งสภาวะใดตลอด)

การเจริญตัวรู้เมื่อทำจนเป็นอัตโนมัติแล้ว ไม่ว่าจะรู้อย่างไรมันก็จะไม่พ้นมิติของการ "หลงรู้" ตลอด เช่น เมื่อเห็นตัวรู้เข้าไปดูจิต มันก็คือการรู้ ซ้อนรู้ ซ้อนรู้ เป็นสามชั้น แต่ถามว่ามันพ้นอัตตาไหม..ไม่มีทาง แม้ว่าบางคนอาจจะไปเจอสภาวะบางอย่างที่คิดว่าตนเองหลุดจากตัวรู้แล้วจริงๆ จิตเป็นอิสระจากอาสวะกิเลสแล้วจริงๆ จิตเองมันก็เป็นเพียงสมมติบัญญัติของวิญญาณขันธ์นั่นแหละ เพราะเมื่อตรงต่อนิพพานเมื่อไหร่ จิตจะไม่มีทันที ถ้ายังมีจิตอยู่ แม้คิดว่ามันพ้นจากอาสวะกิเลสสิ้นแล้วก็ตาม มันก็ยังเป็นจิตบนโมหะอุปาทานอยู่นั่นเอง คือนึกไปเองว่าพ้นแล้ว ที่ไหนได้มันขี่คออยู่แต่ก็ไม่เห็นมัน นี่คือเหตุผลหลักที่เราต้องทิ้งตัวปฏิบัติ ตัวเจริญสติ เพราะมันผิด มันตรงข้ามกับนิพพาน มันมุ่งตรงไปที่การเจริญธาตุขันธ์ให้มีพลัง ฌาน ญาณต่างหาก ซึ่งมันก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวตน อัตตาทั้งนั้น ดังนั้น สิ่งที่เห็นจากการเจริญสติ ไม่ว่ามันจะพิสดารแค่ไหน น่าตื่นตาแค่ไหนก็ตาม มันก็แค่หลงพิสดารไปทั้งนั้น ยังไม่พ้นแม้วิสัยของปุถุชนด้วยซ้ำ เจริญสติ เจริญตัวรู้ (หรืออัตตา) ยังไงก็ละสักกายทิฏฐิไม่ได้ มันก็แค่คิดเอาเองทั้งนั้น คือเจริญสติ เห็นว่าร่างกายจิตใจไม่ใช่ตัวเรา เป็นเพียงธาตุประกอบกันขึ้นมา รู้แล้วยังไง? ก็ไอ้ตัวที่เข้าไปรู้นั่นแหละสักกายทิฏฐิล่ะ อริยะที่ไหนล่ะหลงทั้งนั้น ของเก๊ทั้งนั้น

ผู้ที่ตรงต่อนิพพานนั้นไม่ต้องวิปัสสนาก็ได้ ไม่ต้องรู้เรื่องขันธ์ 5 หรือสติปัฏฐานก็ยังได้เลย พูดแบบนี้ผู้ปฏิบัติหรือวิปัสสนาจารย์อาจจะของขึ้นเพราะเสียดายที่ทำมา ศึกษามา สอนมาแทบตาย จะทิ้งก็เสียดาย กลัวเสียหน้า ถ้าไม่กล้าทิ้งก็ไม่นิพพาน เสียดายก็ไม่นิพพาน และรู้หรือไม่รู้อะไร ก็ไม่เกี่ยวกับนิพพานครับ ขอแค่ไม่ต้องไม่ตั้ง ไม่ใส่เจตนากรรมลงไปในธาตุหนึ่งขันธ์ใด ปล่อยให้มันเป็นธรรมไปของมันเอง ไม่ต้องแส่รู้ ไม่ต้องตั้งใจกับอะไรๆมากๆ นั่นแหละวัฏฏะถูกทำลายทันที นิพพานทันที

ขอเถอะครับ หากใครบอกว่านิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งน่ะ ไปไกลๆเลย นิพพานมันพ้นไปแม้กระทั่งสุข สุขก็ไม่ใช่ (โว้ย)

No comments:

Post a Comment