Wednesday, January 30, 2013

จิตและสติ เป็นเพียงสมมติบัญญัติ...แล้วจะเจริญหาอะไร?

จั่วหัวขึ้นมาก็แทบจะไม่ต้องเขียนต่อแล้ว สรุปจบเลยว่า มันมั่วกำลังสาม ชวนกันมั่ว ช่วยกันมั่ว เปิดเว็บมั่วสุมกันเข้าไป ชวนกันหลงเข้าไป

มนุษย์มีขันธ์ 5 ขันธ์ แล้วสติมาจากไหน?

แน่นอนว่าสติไม่ใช่ขันธ์ที่ 6 แต่สติก็คือวิญญาณขันธ์ ตัวเดียวกับจิตนั่นแหละ เพราะมันมีหน้าที่รู้เหมือนกัน และที่บัญญัติกันโดยทั่วไปว่า สติก็คือ การระลึกรู้ (ฟังดูดีนะ) แล้วจิตล่ะ จิตก็มีหน้าที่รู้ไงเล่า ซึ่งทั้งหมดก็คือธาตุรู้ตัวเดียวกัน และโดยสัจธรรมแล้ว แม้แต่ตัวรู้ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย

ดังนั้นการไปเจริญสติก็คือ การไปมีเจตนาที่จะ "รู้ซ้อนรู้" นั่นเอง นี่คือสิ่งที่ทำให้เกิด "กรรมซ้อนธรรม" กรรมเนียนๆที่คนซึ่งคิดว่าตนฉลาดมีปัญญาสร้างขึ้นมาซื้อตั๋วชาติหน้าให้ตัวเองอย่างไม่รู้ตัว แล้วหลงเอาว่ากำลังจะพ้นทุกข์

แล้ว "รู้ซ้อนรู้" ได้จริงๆหรือ?

ในความเป็นจริงมันมั่วยิ่งกว่านั้น เพราะวิญญาณขันธ์ก็อนิจจัง คือมันเกิดดับเร็วมากๆ และเกิดดับทีละหนึ่ง ดังนั้น การเข้าไปเอาสติดูจิต จิตที่รับรู้สิ่งต่างๆเกิดก่อนดับก่อน แล้วสติที่ตามมาดูมันเกิดดับทีหลัง ตัวรู้ตัวเดียวกัน แล้วใครดูใครเหรอ?

สติที่ไปตามรู้นั่นก็ได้แต่ดูสิ่งที่อยู่ในสัญญาทั้งนั้น เลยซวยสามเด้ง คือเข้าไปมีเจตนากับวิญญาณขันธ์ และเข้าไปเจริญสัญญาขันธ์คือดูขณะจิตที่สัญญาจำได้ พอดูเสร็จก็ปรุงต่อในสังขารขันธ์ เมื่อกี้เราเห็นมันเริ่มโกรธนี่หว่า...เรียบร้อย นักภาวนาทั้งหมดเสร็จโมหะอุปาทาน

แล้วพอรู้เร็วขึ้น จนจิตก็ไม่เกิด ไม่มีเจตสิก แน่นอน เพราะสติเกิดทันทีก่อนที่จิตจะเสวยอารมณ์เกิดเป็นเจตสิก มันก็หลงไปว่านิพพานแล้วโว้ย เพราะจิตไม่เกิดเลย มีแต่สติล้วนๆ ก็เกิดความว่างขึ้น แต่มันว่างจากอะไรเล่า ก็ว่างจากสิ่งที่ถูกรู้ แต่มันไม่ว่างจากตัวผู้รู้ที่ถูกอุปโลกน์ขึ้น ทีนี้หายโง่กันหรือยัง? เจอโมหะหลอกเอาเต็มๆ ทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์ จองชาติหน้าไปภาวนากันต่อชนิดมาราธอน

อะไรก็ตามที่มีเจตนาเข้าไปกำกับนั่นคือกรรมทั้งหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งการมีเจตนาเข้าไประลึกรู้ ก็จะกลายเป็นมโนกรรมทันที และไอ้ที่รู้สึกตัว รู้เป็นปัจจุบันนั่นแหละ มันจึงต่อภพต่อชาติให้มีอนาคตต่อไปชนิดที่ผู้ภาวนาไม่รู้ตัว ไอ้ที่เป็นปัจจุบันก็ไม่ใช่ มันก็ยังเอาไม่ได้ เอาเมื่อไหร่ มีเจตนาทันที ก็วิ่งไล่เงาของตัวเองแบบนี้ไง นิพพานมันถึงยากเย็นแสนเข็ญ กรรมฐานน่ะเป็นแค่กีฬาทางจิตเท่านั้นเอง หลงไปเล่นเกมกรรมก็ไม่จบน่ะสิ

นิพพานนั้นว่างจากตัวตน ว่างจากความเป็นวัฏฏะ ว่างจากสมมติบัญญัติ ไม่มีความหมายอะไรกับอะไรเลย หากเข้าไปหลงเจริญ หลงดำเนินในสมมติบัญญัติแล้วจะนิพพานกันได้ยังไง การเจริญในสมมติบัญญัตินั่นแหละอุปาทานทั้งนั้น คือหลงเข้าไปทำไง เดินจงกรมเพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงถ่ายเทน้ำหนัก สังเกตุความเป็นอนิจจัง กายมันก็แค่ธาตุสี่ดิน น้ำ ลม ไฟ สภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปเอง ซึ่งจริงๆแล้วมันก็ยังไม่ใช่ด้วยซ้ำ ถ้าไปคิดว่ามันเป็นธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ มันก็ยังอยู่บนสมมติบัญญัติอยู่ นี่แหละความซับซ้อนของโมหะอุปาทาน ถึงได้บอกไงว่า "นิพพานทำเอาไม่ได้โว้ย" พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนให้เจริญขันธ์ แต่ให้ปลงขันธ์ เพราะมันก็เป็นแค่ผลผลิตของกรรม กิเลส ตัณหาทั้งนั้น จะออกจากมันก็ต้องปลง ปลงก็คือไม่ต้องไปใส่เจตนากรรมลงไป นั่นแหละคือการเลิกเล่นเกมกรรมทันที แล้วอุปาทานในขันธ์มันจะคลายไปเอง พอคลายแล้ววัฏฏะก็ไม่เป็นวัฏฏะอีกต่อไป

วัฏฏะโดยความเป็นจริงมันก็แค่สมมติ แค่อุปโลกน์กันขึ้นมาด้วยความหลง แล้วก็ยังไปเล่นกับมัน เจริญมัน อยากรู้ไหมวัฏฏะหน้าตาเป็นยังไง ก็ลองไปส่องกระจกดู เห็นหน้าหล่อๆสวยๆนั่นแหละวัฏฏะเลย ตัวกูนั่นแหละวัฏฏะ ก็ทิ้งซะสิตัวกูน่ะ มันก็นิพพานทันที หรือไอ้ที่รักษาใจๆน่ะ มันก็รักษาวัฏฏะนั่นแหละ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนให้รักษาจิตรักษาใจ ท่านสอนให้ละให้ปลง ให้ตรงต่อนิพพานอย่างเดียว ทิ้งเลย ไม่ต้องเอาอะไรกับธาตุขันธ์ ก็นิพพานทันที ไอ้ที่มัวไปรักษาจิต รักษาสติน่ะ มันวิชาฤษี

นิพพานไม่ได้เป็นสภาวะวิเศษอะไรเลย เพราะนิพพานมันนอกเหนือสภาวะ ไอ้ที่ยังมีสภาวะน่ะ ก็ยังมีวัฏฏะ นิพพานไม่ได้เป็นเอกสิทธิ์ของผู้มีบุญบารมี หรือผู้มีความเพียรอย่างแน่วแน่ มันเรียบง่ายเสียจนไม่มีคนเชื่อ เพราะทุกคนมองหาสิ่งวิเศษสุดกว่าที่ตนเองมีอยู่ เลยปล่อยให้ตัณหาวาดภาพให้มันยาก อลังการ สุดยอดแห่งความสุข กิเลสทำให้นิพพานดูเป็นสิ่งเกินเอื้อม และปัญญาตัวแสบก็หลอกให้หลงว่าต้องทำ ต้องเจริญ ต้องภาวนา วิปัสสนา ยึดเอาว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้มันก็ต้องใช่ โดยหารู้ไม่ว่า ที่ผ่านมาสองพันกว่าปีน่ะ ใครก็ไม่รู้เข้าไปแก้เนื้อหาจนมันเพี้ยนไปไม่เหลือของเดิมแท้ เป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น

ถ้าไม่เชื่อก็รอให้คางเหลืองก่อนก็ได้ ไม่มีใครว่า วัฏฏะของใครของมันอยู่แล้ว ไม่มีวันหมดอายุ

No comments:

Post a Comment