Wednesday, January 30, 2013

ทำไมถึงไม่เข้าใจสัจธรรมของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต?

คำถามนี้เป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจหลายๆคน หลายคนปฏิฆะเพราะเห็นว่าเป็นแนวทางที่แตกต่างจากธรรมะกระแสหลักอย่างสิ้นเชิง ไม่กล้าที่จะไปกราบท่านเพื่อฟังธรรมต่อหน้าท่าน ทำไม?

เอาเป็นว่าสาเหตุหลักนั้นมาจากวิบากกรรมมันบังสัจธรรมเอาไว้นั่นแหละ

แม้ว่าบางคนจะคิดว่าตัวเองฟังเข้าใจ แต่ก็เข้าใจไปตามอนุสัยกิเลสของตัวเอง คือมีคิด มีวิจารณ์ มีวิเคราะห์ แยกแยะ เปรียบเทียบ มันจึงยังไม่ตรงกับสัจธรรม แต่ไปตรงกับอนุสัยเก่าของตัวเอง ทั้งหมดทั้งมวลพอจะแบ่งจำพวกได้ดังนี้
  1. ฟังแล้วไม่เข้าใจ เลยเกิดปฏิฆะ และกลับไปยึดติดของเก่า แบบนี้กรรมบังมิด ยังใช้ไม่หมด ติดปัญญา ติดทิฏฐิ ต้องรู้ต้องเข้าใจก่อน ยึดติดกับครูบาอาจารย์ ไม่ยอมเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ไปพิสูจน์ความจริง เรียกว่า ตัวเองเป็นชาวพุทธ แต่ไม่กล้าใช้กาลามสูตร
  2. ฟังแล้วเข้าใจตีความเข้าข้างตัวเอง ปากก็บอกว่าของหลวงพ่อฯก็ถูก แต่แล้วก็กลับไปทำกรรมฐานอีก กลุ่มนี้ปัญญาเยอะ ตัวตนเยอะ ทิ้งไม่ได้ ทิ้งไม่เป็น ฟังเอาความเข้าข้างตนอย่างละเอียด หลวงพ่อฯบอกไม่แช่ ไม่จมนิ่ง ในอารมณ์หนึ่งในอารมณ์ใด ไม่ยึด ไม่ติด แต่ก็ดันไปตีความเอาว่าต้องฝึกสติให้ว่องไว รู้เร็ว ละเร็ว ไม่ต้องตาม รู้แล้วละ ก็เข้าไปทำอยู่นั่น ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่นะครับ ผิดครับ หลวงพ่อฯสอนให้ทิ้ง ให้ปลงธาตุขันธ์ ไม่มีสร้างเจตนากรรมใดๆกับธาตุขันธ์ ปลงทุกอย่างแล้วนิพพานทันที ไอ้การ "รู้แล้วละ" รู้เร็ว ละเร็วน่ะ มันยังไม่นอกเหนือกาย นอกเหนือจิตอยู่ มันยังถูกขังอยู่กับการใช้ธาตุขันธ์ ยังเจตนาทำอยู่ จมแช่ วนเวียนอยู่ในธาตุขันธ์อยู่ ไม่เป็นมหาสติ มหาสัมปชัญญะ มันก็ไม่นิพพานซะที มันก็มุ่งไปแต่ญาณวิถีนั่นแหละ ติดตันกันหมด
  3. ยึดติดตัวบุคคล กลุ่มนี้อาจจะเป็นกลุ่มผู้สอนกรรมฐานหรือผู้ปฏิบัติที่ยังยึดติดอยู่กับสิ่งที่ตัวเองทำ หรือยึดติดครูบาอาจารย์ ทิ้งไม่ได้เดี๋ยวเป็นการเนรคุณ ซึ่งจริงๆแล้วการตอบแทนครูบาอาจารย์หรือคุณพุทธะนั้น ไม่ใช่การเข้าไปยึดติดกับอะไร เพราะนิพพานที่องค์พุทธะท่านทรงสอนนั้นคือความไม่ยึดติด ดังนั้นการแทนคุณด้วยคุณสูงสุดก็คือความดับไม่เหลือ ว่างอยู่แล้ว วางอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้ว ไม่ติดกับอะไรนั่นแหละคือการแทนคุณที่แท้จริง นอกนั้นเป็นเรื่องการชดใช้กรรมอย่างเดียว อย่าไปพูดให้มันดูดี กตัญญูอะไรนั่นน่ะ เดี๋ยวยาว
  4. ยึดติดตำรา คนกลุ่มนี้ไล่รวมตั้งแต่พระไตรปิฎกเคลื่อนที่ ไปจนถึงนักปฏิบัติที่อ่านเยอะจนหลงเข้าไปวนอยู่ในสัญญา สังขาร วิจัย วิจารณ์ สร้างโลกส่วนตัวขึ้นมาแล้วออกไม่ได้ เวลามีอะไรแปลกๆขึ้นมา ก็เช็คกับสิ่งที่ตัวเองรู้ และเข้าใจตลอด แต่ก็ทุกข์อยู่นั่นออกไม่ได้
  5. กลัวตัวเองไม่มีอะไรทำ กลุ่มนี้เป็นพวกถูกตัณหาดัน เป็นพวกสู้แล้วรวย ไม่ทำก็ไม่ได้ ทำแล้วรู้สึกดี กลัวตัวเองว่างไม่มีอะไรทำ พวกนี้ดันทุรังไปข้างหน้าตลอด จะให้นอนงอมืองอเท้าคงทำไม่ได้ กลัวตกนรก ผมเองเคยเป็นคนประเภทนี้แหละ เสร็จแล้วเป็นไงคางเหลือง โชคดีมาเจอหลวงพ่อก่อนที่จะเลยเถิดไปกว่านี้
  6. ประเภทฟังแล้วไม่เหมือนของเรา ไม่เอาดีกว่า พวกนี้มีปัญญาไม่จริง มักจะคิดเอาเอง ตัดสินตามกระแสสังคม อารมณ์พาไป ไม่อาจหาญในธรรม ยึดติดความคุ้นเคย บางคนฟังไม่เข้าใจ ดันไปห้ามคนอื่นอีก ก่อกรรมกับสัจธรรมโดยไม่รู้ตัว แบบนี้ก็ไม่จบ
ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเกิดจากกรรมที่เคยผิดต่อพระรัตนตรัย ผิดต่อสัจธรรมและองค์คุณทั้งหลายนั่นเอง ยิ่งสอนหรือเผยแพร่ผิดต่อสัจธรรมนั้นคือกรรมใหญ่ที่ล่อลวงให้หลงอยู่กับสิ่งที่ไม่ตรงต่อพระนิพพานโดยไม่รู้ตัว

สัจธรรมของหลวงพ่อนั้นสั้นมากๆ เนื้อหาก็เดิมๆ แต่ละตอนก็ไม่ต่างอะไรกันมาก แต่สัจธรรมของหลวงพ่อฯฟังแล้วจบ ตัณหาเหือดแห้ง โลกจืดทันที ผู้ที่ฟังหลวงพ่อฯบ่อยๆนั้น หนังสือก็ไม่อยากอ่าน คิดก็ไม่อยากคิด คุยก็ไม่อยากคุย ดูก็ไม่อยากดู ปัญหาจบหมด ไม่ว่าปัญหาโลก ปัญหาธรรม สว่างเมื่อไหร่ ไร้เมื่อไหร่ ไม่ต้องฟังหลวงพ่อฯก็ได้ เพราะมันว่างอยู่แล้ว จบเลย ไม่ต้องงอกเงย ผิดกับกรรมฐานที่ยิ่งฝึกยิ่งงอก ยิ่งฝึกยิ่งพิสดาร หนังสือเต็มตู้ ซีดีเต็มบ้าน ปัญหาร้อยแปด รักษาโน่นรักษานี่ มีความคิด ความเห็น ความหมาย อย่างโน้นอย่างนี้ ฟุ้งไป เข้าเว็บคุยกันฟุ้ง ทำแล้วดี นั่น โน่น นี่ ทำแบบนี้แล้วจะมีความสุข โอ๊ย ปวดหัว มันจะจบได้ยังไงเล่า ก็เลยงอกเงยบานบุรีออกมาแบบนั้น

คนที่ฟังหลวงพ่อตรงๆ ไม่เฉไฉตีความเข้าข้างตัวเอง ก็จะเลิกปฏิบัติธรรมไปเอง จะช้าจะเร็วขึ้นอยู่กับบุญบารมี หากยังมีเอ๊ะอ๊ะ นั่นนี่อยู่ ก็อาจจะนานหน่อย แต่สุดท้ายผู้ที่ได้เจอหลวงพ่อฯจะหมดเชื้อตัณหา เลิกปฏิบัติแทบทุกราย เว้นกรรมหนักจริงๆ

ก็แนะนำให้ฟังขอขมากรรม แล้วน้อมใจขอขมาตาม หยาดน้ำไปด้วย เดี๋ยวก็ฟังสัจธรรมรู้เรื่องเอง ไม่ได้ล้อเล่น

No comments:

Post a Comment