Tuesday, January 29, 2013

นิพพานไม่มีจริง (โว้ย)

ก่อนที่จะปฏิฆะหรือหันไปมองหาก้อนอิฐมาเขวี้ยงใส่ผม ก็ลองอ่านให้จบก่อนดีกว่าครับ

นิพพานนั้นไม่สามารถสัมผัสได้จริง สิ่งที่สัมผัสได้จริงไม่ใช่นิพพาน เพราะนิพพานอยู่นอกเหนือสภาวะทั้งปวงอยู่แล้ว รองรับสังสารวัฏอยู่แล้ว ไม่ใช่การเข้าสู่อีกโลกใบหนึ่งที่สุขเหลือเกิน สุขอย่างยิ่งแบบที่มีคนบรรยายเอาไว้


ที่ต้องจั่วหัวแบบนี้ก็เพราะเราใช้สมมติบัญญัติต่อพระนิพพานผิดกันไปหมด ไม่ว่าจะบรรลุนิพพาน ทางเดินไปสู่นิพพาน เข้านิพพาน ถึงกระแสพระนิพพาน ขึ้นสู่แดนนิพพาน เดินสู่มรรคผลนิพพาน ฯลฯ ซึ่งล้วนชี้นำให้ปุถุชนเข้าใจว่านิพพานเป็นสภาวะหนึ่งที่สามารถสัมผัสได้ด้วยจิต ฝึกดีๆจิตก็เข้านิพพานได้ แต่ต้องมานะบากบั่นพากเพียรเดินทาง ดำเนิน เจริญจิตอย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง เป็นเวลาเจ็ดวัน เจ็ดเดือน หรือเจ็ดปี ยิ่งมีผู้บรรยายสภาวะอันโลดโผนเมื่อพบพระนิพพาน(เทียม)แล้วยิ่งมั่วไปกันใหญ่ ยิ่งทำให้ผู้ปฏิบัติมุ่งไปแสวงหาสภาวะนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย (ไปยึดว่ามันคงเป็นแบบนั้น) เกิดความคาดหวัง คาดหมาย รอคอย พยายาม เบื่อโลกแล้วจะนิพพานแล้วโว้ย โดยลืมไปว่า ไอ้ที่มุ่งแสวงหานั่นแหละกิเลสล้วนๆ แล้วจะเจอหรือพระนิพพาน เจอแต่มายาที่จิตมันจัดฉากหลอกเอาสิไม่ว่า คนสอนที่ไม่รู้จริงมันก็สอนกันไปแบบผิดๆ ลงนรกกันทั้งยวง

นอกจากนี้ การบรรยายสภาวะที่ผู้บรรยายอ้างว่าพบพระนิพพานแล้วอย่างพิสดาร ยังทำให้นิพพานเป็นของสูง เป็นเรื่องยากเย็น ต้องอาศัยความชำนาญอย่างยิ่งยวด เลยเกิดเป็นโครงการ เป็นกรรมวิธี ลำดับขั้นตอน เป็นอะไรต่อมิอะไรติดพ่วงตามมามากมายไม่จบสิ้น รวมถึงการแบ่งแยกชนชั้น สูงต่ำ บัวสี่เหล่าอะไรนั่น มั่วกันบนสมมติทั้งนั้น นำมาซึ่งความแปลกแยกในหมู่สรรพสัตว์ ไม่ตรงต่อพระนิพพานที่ว่า ดับอยู่แล้ว วางอยู่แล้ว ว่างอยู่แล้ว แต่นี่มันกลายเป็น วนอยู่แล้วตลอด วนแบบมีลำดับชั้นด้วยนะ เอาเข้าไปสิ

อันที่จริงแล้ว ไม่ว่าจะภพภูมิไหนก็มีค่าเหมือนกัน ก็คือยังวนอยู่ ถ้าไม่พบสัจธรรม บทสรุปก็คือวัฏฏะสถานเดียว การที่เราเข้าไปให้ค่าให้ความหมายว่า "เทวดาดีกว่าสัตว์นรก" ก็ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ ทั้งหมดมันมีแค่จบกับไม่จบเท่านั้นเอง จบก็คือจบ วนก็คือวน นอกนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย แล้วนิพพานก็ไม่มีขั้น ไม่มีชั้นด้วย ปุถุชนสิมีชั้น นิพพานอยู่นอกเหนือการเปรียบเทียบ เทียบเคียงทั้งหมด นิพพานนั้นไม่ใช่สภาวะพิเศษพิสดารอะไรเลย นอกจากมันว่างอยู่แล้วตลอด ดังนั้นการว่างอยู่แล้ว วางอยู่แล้วโดยตัวมันเอง จะมี จะเป็นสภาวะที่พิเศษขึ้นมาก็ไม่ใช่ทั้งสิ้น เป็นความหลงไปเองทั้งนั้น ยิ่งพูดยิ่งผิด

ดังนั้น การบรรยายถึงสภาวะพระนิพพานอย่างพิสดาร เช่น เห็นสังสารวัฏถล่มลงต่อหน้าต่อตา หรืออะไรทำนองนี้ ก็เป็นการแค่ถูกมายากรรมหลอกเอาทั้งสิ้น ฟังดูน่าตื่นเต้นนะ แต่มั่วจริงๆ เพราะยังมีตัวผู้รู้ ผู้ดูและสิ่งที่ถูกดูอยู่ แค่นี้สักกายทิฏฐิก็ยังอยู่ครบ อัตตาตัวตนอยู่ครบ หลงเอาไปว่า กูวางแล้ว กูว่างแล้ว นั่นแหละ โดนกิเลสอนุสัยมันหลอกตลอดทุกภพทุกชาติ จบก็จบไม่ลง หลงเอาว่าเป็นอรหันต์แล้วตลอด ดังนั้นจะเป็นการดีกว่า ถ้าจะพูดว่านิพพานไม่มีจริงโว้ย เพราะนิพพานอยู่เหนือสัมผัส ผัสสะ การรับรู้ใดๆ หากเข้าไปรู้ มันก็ไม่ว่างแล้ว ไม่นิพพานแล้ว ดังนั้นผู้ที่ตรงต่อพระนิพพานแล้ว ก็ไม่ควรจะไปเช็คสภาวะเพื่อให้รู้ว่ามันเป็นยังไง เพราะเมื่อไหร่ที่เข้าไปเช็ค แล้วบรรยายออกมาจะผิดทันที ถ้าไม่ใช่บารมีระดับองค์พุทธะหรือพระมหาโพธิสัตว์ เพราะนิพพานนั้นอยู่นอกเหนือจิต นอกเหนือผัสสะใดๆจะไปรับรู้ได้ สิ่งที่เข้าไปรับรู้มาก็ไม่ใช่นิพพาน

ยิ่งถ้าไปบอกว่า "มี" นิพพาน ก็จะยิ่งกระตุ้นกิเลสตัณหาให้มุ่งให้พุ่งไปแสวงหาอีก มันใช้คำว่า "มี" กับนิพพานไม่ได้เพราะนิพพานมันไม่มีอะไร มันว่างจากเจตนากรรม มันว่างจากการรับรู้ใดๆ หยุดวนดู วนรู้ เจริญธาตุขันธ์นั่นแหละ เดี่ยวนิพพานเอง ดังนั้นมันจึงไม่มีนิพพานบนโลกสมมติ ถ้ายังหลงโลก หลงธรรมอยู่ ยังมีความหมายบนสมมติอยู่ ก็ไม่นิพพาน ถ้านิพพานแล้ว ก็ไม่มีอะไรเลย ว่างท่ามกลางผัสสะอายตนะเลย มีธาตุขันธ์อยู่ก็เหมือนไม่มีเพราะไม่ยึดติด ว่าง (จากความยึดติด จากความเห็นความหมาย) อยู่แล้ว ใช้บัญญัติผิดๆก็พาสรรพสัตว์ไปฉิบหายกันหมด

หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านจึงพูดถึงแต่รหัสนัยแห่งพระนิพพาน ก็เพราะไม่สามารถบรรยายสภาวะตรงๆได้ สิ่งที่ท่านบรรยายได้ก็คือสภาวะที่ไม่ตรงต่อพระนิพพานนั่นแหละ ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ฟังสัจธรรมตรงๆถึงได้คลายจากอุปาทานในขันธ์ ในตัวรู้ ถึงขนาดที่บางคนบรรลุฉับพลัน สว่างจ้าเดี๋ยวนั้นก็มี นี่คืออานุภาพของสัจธรรม ส่วนธรรมใดที่ฟังแล้วไม่จบตาม คลายตามก็เพราะไม่ตรงต่อสัจธรรม แต่ไปตรงต่อการวนแทน มันจึงงอกเงยต่อยอดไปเรื่อยไม่จบ ยิ่งรู้ก็ยิ่งสงสัย ยิ่งสงสัยก็ยิ่งศึกษา นั่นแหละครับลักษณาการของการวน รู้ไว้ซะด้วย หนังสือซีดีเลยเต็มบ้านไง ฟังสัจธรรมตรงๆเมื่อไหร่ตู้หนังสือว่างเมื่อนั้นก็เพราะมันจบไง ไม่ต้องต่อ ตัณหาเหือดทันที ไม่อยากดู ไม่อยากรู้อะไรอีก

พระนิพพานโดยเนื้อหานั้นก็คือ ความไม่ยึดติดล้วนๆ ไม่อะไรกับอะไร ไม่ต้องไม่ตั้ง เพราะทุกอย่างนั้นมันธาตุโดยธาตุอยู่เองแล้ว ธรรมโดยธรรมอยู่เองแล้ว อย่าหลงไปบนโลกสมมติ แม้แต่ศีลก็ยังเป็นเรื่องสมมติเลย การเข้าไปมีตัวมีตนเป็นผู้ถือศีลก็ผิดแล้ว ศีลคือการละเว้น ไม่ใช่ไปถือไปแบก ไปยึด ไปรักษา และการที่ไม่ต้อง ไม่ตั้ง ไม่ยึดนี่แหละมันยิ่งกว่าศีล 227 ข้อเสียอีก เป็นศีลอริยะล้วนๆ ไม่ผิดธรรมใดๆเลย ดังนั้น สิ่งที่ทำเอา ดำเนินเอา แสวงหาเอา ยึดถือเอา นี่ผิดธรรมหมด มันไปตรงต่อคำว่า "ยึดติด" ทั้งหมด มันจึงไม่นิพพาน มันจึงไม่ว่าง นิพพานจึงเป็นเรื่องยากมาก ก็เพราะตีความและใช้บัญญัติกันผิดๆแบบปุถุชนนั่นแหละ

No comments:

Post a Comment