Tuesday, January 29, 2013

เบญจขันธ์นั้นคือมายากรรม...และเราก็ใช้ชีวิตอยู่ในความฝัน

เบญจขันธ์หรือขันธ์ 5 นั้นไม่ใช่อะไรอื่นเลย นอกจากผลของกรรม ผลของกิเลส เป็นเครื่องมือของกิเลส ตัณหา อุปาทานในการที่จะสืบต่อสังสารวัฏภายใน อันทำให้ต้องใช้กรรมเวียนว่ายตายเกิดจนหาจุดจบไม่ได้

เมื่อเบญจขันธ์เป็นผลของกรรม เป็นมายาแห่งกรรมแล้วล่ะก็ การเข้าไปเจริญ การเข้าไปดำเนินมัน ก็เป็นการต่อกรรมไปไม่รู้จบ ซึ่งการที่ภพชาติจะสิ้นได้ ก็ต้องเกิดจากการ "ปลง" คือไม่ไปยุ่งกับมัน ไม่ไปตั้งเอากับมัน สภาวะอะไรเข้ามาก็ไม่ต้องอะไรกับมัน ผ่านไปแล้ว แล้วไป ไม่ใช่วนเวียนตอกย้ำต่อกรรม ติดพัน หรือจมแช่ในขันธ์ การเอาตัวรู้เข้าไปดูกาย ดูใจ ดูเวทนา สัญญา สังขาร ดูแล้วก็เกิดทุกข์ เข้าไปกดดันธาตุขันธ์ เป็นกรรมซ้อนธรรมต่อไปไม่สิ้นสุด ทำได้อย่างดีก็เปลี่ยนภพภูมิใช้กรรม แต่มันไม่จบ

การเข้าไปเจริญในฐานทั้งสี่นั้น ก็เหมือนกับการเข้าไปตอกย้ำ จมแช่ จ่อรู้ จ่อเห็น อยู่ในขันธ์ ซึ่งมันก็เป็นทุกข์ และไม่เที่ยง หรือที่เรียกว่าอนิจจัง พระพุทธเจ้าก็สรุปมาให้เราแล้วว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นอนิจจัง" ไม่ต้องเข้าไปดูมันอีก ที่ท่านทรงสอนว่ามันอนิจจังก็คือให้ปลง ไม่ใช่ให้เข้าไปดู ไปรู้ กลายเป็นวิชาเฝ้ายามอย่างที่ทำๆกัน พอเข้าไปดูมัน ก็เกิดเป็นวัฏฏะวนขึ้นแล้ว อย่างนี้จะออกจากสังสารวัฏกันได้ยังไง

เมื่อขันธ์เป็นมายาของกรรม ก็แปลว่าเราใช้ชีวิตกันอยู่ในความฝันนั่นแหละ เราอยู่บนโลกสมมติ ดังนั้นการเข้าไปทำอะไรๆ เจริญอะไรๆในฝัน ในสมมติ ทำทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของอุปาทานความยึดติดว่ามันมีมันเป็น แล้วมันจะวิมุตติไหม? เป็นไปได้จริงหรือ?

อย่าไปยึดสิครับ เพราะแม้แต่ธรรมก็ยังยึดไม่ได้เลย ธรรมก็ยังเป็นสมมติเลย พอไม่ยึด ก็ว่างอยู่แล้ว ดับอยู่แล้ว ไม่ต้องเกิด ก็ดับอยู่แล้ว พอไม่อะไรๆกับสมมติทั้งหลายที่ผ่านเข้ามา ก็นิพพานทันที แต่พอไปอะไรๆกับสมมติมันก็ไม่ว่างไง มันก็เลยนิพพาน มันก็หลงวนอยู่กับโมหะ ตัณหาอุปาทานตลอดเวลา

นิพพานนั้นเป็นเนื้อหาที่นอกเหนือตัวตน เรา เขา แม้แต่จิตก็ไม่ใช่ ดังนั้นการเข้าไปเจริญในขันธ์ ก็เป็นเพียงการจมแช่ ว่ายวนอยู่ในวัฏฏะ เป็นตัวเป็นตนอยู่ ไม่จบไม่สิ้นนั่นแหละ สัจธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนจริงๆมีแค่นี้เอง คือมันอนิจจังอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้วนั่นเอง

No comments:

Post a Comment