Thursday, January 31, 2013

"รู้" เมื่อไหร่หลงเมื่อนั้น

ตามรู้กาย รู้ใจตนเองแล้วจะเกิดปัญญาพ้นทุกข์จริงหรือ?

นี่คงเป็นคำถามที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าคิดที่จะถาม หรือถ้าคิดอยากจะถามก็ไม่กล้าพูดออกมา ทุกคนเลยตั้งหน้าตั้งตาเจริญสติกันเข้าไป มุ่งนิพพานกันเข้าไป พากเพียรกันเข้าไป ทำกิจให้มันดี เดี๋ยวก็นิพพานเอง หารู้ไม่ว่ากำลังถูกกิเลสเนียนๆอย่างโมหะหลอกเอาอยู่ตลอดเวลา เพราะโดยความเป็นจริง แค่เริ่ม "รู้" เมื่อไหร่มันก็หลงทันที

ต้องย้อนกลับไปนิดหนึ่ง โดยอ้างถึงวงจรปฏิจจสมุปบาทที่เริ่มต้นด้วยอวิชชา คือการหลงรู้ พอหลงรู้แล้ว ก็เกิดเป็นวิญญาณ เป็นสังขาร เป็นตัวเป็นตน  และอื่นๆตามมา กลายเป็นวัฏฏะวน เวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้น

แล้วในขณะที่เราๆท่านๆ ยังมีตัวมีตน เป็นเรา เป็นเขาอยู่นี่ โดยเนื้อหาแล้วมันก็ยังหลงรู้อยู่นั่นแหละ และเมื่อไปเจริญสติ หรือไปเจริญความหลงรู้แล้ว มันจะสาวไปถึงต้นทางของสายปฏิจจสมุปบาทได้อย่างนั้นเหรอ ในเมื่อโมหะมันยังเล่นตลกอยู่ตลอดทุกๆครั้งที่รู้ขึ้นมา

การรู้ลงไปในกายในใจแต่ละครั้งนั้น มันมีทิฏฐิเคลือบแฝงอยู่ตลอด มีโมหะเคลือบอยู่ตลอด พอรู้ไป มันก็เห็นกายนี้ไม่เที่ยง ใจนี้ไม่เที่ยง นั่นแหละ ทั้งๆที่จริงๆแล้ว มันไม่มีทั้งกาย ทั้งใจอยู่แล้ว ไอ้ที่เห็นว่ามันเป็นอารมณ์ปรมัตถ์นั่นนะ มันก็ยังเป็นสมมติอยู่ เป็นความจริงบนความหลง(ก็แปลว่าโดนหลอกนั่นแหละ) โดยเนื้อหาความเป็นจริงแห่งพระนิพพานนั้น มันไม่เป็นอะไร ไม่มีความหมายในการเป็นอะไรเลย ธาตุเองก็ไม่ใช่ สภาวะก็ไม่ใช่ เพราะถ้าใช่เมื่อไหร่ มันก็ยึดติด ไปหลงรู้ มีทิฏฐิขึ้นมาทันที สังสารวัฏก็เกิดขึ้นฉับพลันทันทีเหมือนกัน ดังนั้นการไปเจริญตัวรู้นั่นแหละคือการจงใจมีเจตนาไปสืบต่อสังสารวัฏด้วยตัวเอง มันไม่พ้นทุกข์อย่างที่เข้าใจหรอก

การไปตามดู ตามรู้สภาวะต่างๆนั้น ยิ่งทำให้ผู้ปฏิบัติไปติดวนกับพฤติกรรมชอบดู ชอบรู้ กลายเป็นพวกถ้ำมอง ซึ่งมันก็เป็นการยึดติดเข้าไปในความหลงอีก หลงคิดเอาว่าเรากำลังดูนั่นดูนี่อยู่จริงๆ พอดูไปมากๆเข้า มันก็จะยิ่งสร้างสถานการณ์ขึ้นมาให้ดูไปเรื่อยๆ ให้ยิ่งหลงหนักติดในสภาวะเข้าไปอีก ไม่เพียงแค่นั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่ดู ที่รู้ มันก็จะดึงเอาสัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ออกมาทำงานควบคู่ไปด้วยกัน เรียกว่าเมื่อใดก็ตามที่เริ่มจริงจังกับการดู การรู้เท่านั้นแหละ เข้าทางกิเลสอนุสัยทันที มันก็จะพาไปวนในขันธ์กลายเป็นวัฏฏะซ้อนของเก่าเข้าไปอีก หรือเอาแค่เรื่องจิต เรื่องใจก็พอ แค่ไปคอยดำรง คอยไปทรงจิตให้มันนิ่งๆหรือให้มันมีสติ ก็ผิดแล้ว จิตจริงๆมันไม่มี สติจริงๆก็ไม่มี มันแค่อุปโลกน์ขึ้นมาใช้งานเป็นครั้งๆไปเท่านั้น มันเป็นแค่เครื่องมือในการอนุเคราะห์ให้ชีวิตดำเนินไปได้ตามธรรมเท่านั้น ไม่ใช่เอาเป็นเครื่องอยู่ ไม่ใช่ไปเอาเป็นเอาตายกับมัน ไปติดสติ ติดจิต ติดใจมันก็หลงอยู่นั่นแหละ หลงแบบไม่รู้ตัว สุดท้ายมันก็ทุกข์ตลอด หรือไม่จริง

แค่เริ่มไปมีเจตนาดูเจตนารู้ ก็ผิดแล้ว ที่เหลือจะหวังให้มันถูกต้องตรงต่อพระนิพพาน พ้นจากทุกข์ พ้นจากวงจรปฏิจจสมุปบาทก็คงเป็นไปไม่ได้หรอก

No comments:

Post a Comment