Thursday, January 31, 2013

รหัสนัยแห่งพระนิพพาน

บทความตอนนี้จะอธิบายเรื่องพระนิพพาน อันเป็นต้นทางของสัจธรรมที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตได้เทศน์สอนมาโดยตลอด หากเข้าใจรหัสนัยของพระนิพพานแล้วคุณก็จะเข้าใจสัจธรรมของหลวงพ่อฯ มากขึ้น

หลายๆคนคงเคยอ่านบทความหรือฟังเทศน์ของหลวงพ่อฯมาแล้วที่ว่า "นิพพานรองรับสังสารวัฎอยู่แล้ว" นั่นหมายความว่าอย่างไร?

เคยได้ยินประโยคนี้ไหมครับ?

เมื่อฉันคิด ฉันจึงเป็น (I think, therefore I am.)

ประโยคนี้เป็นประโยคคลาสสิคจากนักปราชญ์ฝั่งตะวันตก และผมก็จำไม่ได้ว่าใครเป็นคนพูดเอาไว้ แต่ประโยคนี้สะท้อนความเป็นสังสารวัฏได้ดีมากๆ ผมขอเพิ่มอีกนิดหนึ่งเพื่อให้ความหมายของสังสารวัฏสมบูรณ์ครับ

เมื่อฉันรู้ ฉันจึงเป็น
เมื่อฉันนึก ฉันจึงเป็น
เมื่อฉันภาวนา ฉันจึงเป็น
เมื่อฉันเพียร ฉันจึงเป็น

และอื่นๆต่อไปได้อีกมากมายนับไม่ถ้วน เพราะแค่มี "ฉัน" ขึ้นมาเท่านั้น

บนโลกธาตุที่เราอยู่นี้ หากไม่มี "เรา (ผู้รู้ หรือ จิต หรือ นาม)" เข้าไปรับรู้ (perceive) สิ่งต่างๆ (สิ่งที่ถูกรู้ หรือ รูป) มันก็จะไม่มีความหมายในความเป็นอะไร เรียกว่าทุกอย่างไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่เป็นเรา ไม่เป็นเขา ไม่เป็นมัน ไม่เป็นนั่นโน่นนี่ ไม่เป็นทุกข์ ไม่เป็นสุข ไม่เป็นอะไรทั้งสิ้น

ที่ว่านิพพานนั้นรองรับสังสารวัฏอยู่แล้วนั่นก็คือ นิพพานคือโลกธาตุเดียวกันกับสังสารวัฏนี่แหละ แต่เป็นโลกธาตุที่ว่างจากการรับรู้แบบหลงรู้คือ  ว่าง(จากโมหะอุปาทานในรู้)อยู่แล้ว วาง(จากอัตตาตัณหา)อยู่แล้ว ไม่(ยึดติดสภาวะหรือธาตุขันธ์)อยู่แล้ว ไม่(มีความหมาย)อะไรกับอะไรอยู่แล้ว มันไม่(ยึดติดในความเห็นความหมายหรือทิฎฐิใดๆ)อยู่แล้ว

นิพพานนั้นจึงไม่มี "ฉัน" เข้ามาเกี่ยวข้องรับรู้สิ่งใดหรืออะไร เมื่อไม่มีฉัน ก็ไม่มีเธอ ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีอะไรต่อมิอะไรต่างๆมากมายแบบที่สังสารวัฏมี ดังนั้นหลวงพ่อจึงสรุปว่า "นิพพานหรือสัจธรรมก็คือความไม่ยึดติด" นั่นแหละถูกต้องที่สุดแล้วครับ เพราะนิพพานนั้นรับรู้ไม่ได้ ไม่มีตัวตน ไม่มีแม้กระทั่งความไม่มี ไม่ใช่อะไรโดยตัวมันเองอยู่แล้ว นิพพานจึงขาดจากกรรมและวิบากกรรมทั้งหลายโดยสิ้นเชิง ดังนั้นผู้ใดที่พยายามนึกคิดตรึกตรอง พิจารณา ศึกษาค้นคว้า ตีความอย่างไร หรือใช้ญาณทัศนะส่องดู ก็ไม่สามารถเข้าถึงพระนิพพานหรือเข้าใจพระนิพพานได้ เพราะทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วนั่นแหละวัฏฏะล้วนๆ หลวงพ่อฯจึงบอกอยู่เสมอว่า มันไม่ใช่ตรงที่เข้าใจอะไร เข้าใจก็ไม่ใช่ ไม่เข้าใจก็ไม่ใช่นั่นแหละ ไม่อย่างนั้นจะไปติดตรงที่ปัญญาซึ่งก็เป็นวัฏฏะอีก

ส่วนสังสารวัฏนั้นก็คือการหลงเข้าไปรับรู้โลกธาตุที่มันนิพพานอยู่แล้ว ที่มันไม่อะไรกับอะไรอยู่แล้ว เป็นการรู้แบบไม่รู้จริงหรือเป็นการรู้แบบอวิชชา อันเป็นต้นสายของปฏิจจสมุปบาท คือการรู้ไปบนโมหะ ก่อให้เกิดวิญญาณขันธ์ ตามมาด้วยอุปาทาน คือการเข้าไปยึดติดในสภาวะธาตุ สภาวะธรรมต่างๆด้วยความหลง (คือไม่รู้ว่าจริงๆแล้วมันไม่ใช่อะไรเลย) จนเกิดวงจรเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบ สังสารวัฏเป็นเรื่องเฉพาะตน ถ้าผู้ใดหมดหลง ตรงต่อนิพพาน สังสารวัฏของผู้นั้นก็ดับไป แต่สังสารวัฏของผู้อื่นยังดำเนินต่อไป

สังสารวัฏนั้นมีคุณสมบัติที่มาพร้อมๆกันไม่เคยเปลี่ยนแปลงก็คือ กฎแห่งกรรม นั่นเอง ซึ่งส่วนของกรรมนี่แหละที่ถือว่าเป็นเรื่องอจินไตย คือไม่ควรเอามาพูดคุยสนทนากัน ไม่ต้องเอาสอนกันให้เมื่อย ก็เพราะมันมีอยู่แล้ว ก็แค่ "ไม่ต้อง ไม่ตั้ง" นั่นแหละพ้นจากกฎแห่งกรรมทันที ดังนั้นเราจะเห็นว่าถ้าจะสอนเรื่องกรรมก็สอนกันไม่จบ ทั้งคนสอนและคนเรียนก็พากันไปวนในสังสารวัฏเหมือนเดิมไม่มีประโยชน์กับใครเลย

โดยรหัสนัยนี้ การเข้าไปศึกษาอภิธรรม การเข้าไปทำสมาธิ การเข้าไปเจริญสติ การเข้าไปทำจิตทำใจ หรือการเข้าไปศึกษาวิจัยอะไรต่อมิอะไรก็ตาม ก็ยังเป็นเนื้อหาของวัฏฏะอยู่ เป็นเนื้อหาของกรรมล้วนๆ ไม่ตรงต่อสัจธรรม เพราะสัจธรรมคือความไม่ยึดติด สัจธรรมคือหยุดวัฏฏะวน ไม่แม้แต่จะหาความเข้าใจ ความเข้าใจก็ไม่ทำให้หลุดพ้น ยิ่งจะไปทำให้ยึดติดมากขึ้นด้วย (แบบที่หลวงพ่อบอกว่ายิ่งเรียนก็ยิ่งโง่นั่นแหละ คือยิ่งเรียนก็ยิ่งไปติดในสัญญาขันธ์ สังขารขันธ์)

นิพพานนั้นคือเนื้อหาโลกุตระแท้ เป็นเนื้อหาที่ไม่มีอะไรเลย พ้นไปจากความรับรู้สิ้นเชิง ส่วนสังสารวัฏทั้งหมดคือเนื้อหาโลกียะ ดังนั้นธรรมใดที่ไม่ตรงต่อสัจธรรมก็ถือว่าเป็นโลกียธรรมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสติ สมาธิ ฌาน ญาณ ปัญญา ญาณทัศนะ ญาณวิธี อภิญญา อะไรก็แล้วแต่ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเนื้อหาของกรรม เป็นโลกียะอยู่ ไม่ใช่เนื้อหาโลกุตระตามที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ

เคยมีการถกเถียงกันว่า นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา หรือ นิพพานดับสูญหรือไม่ หากตอบในแนวทางแห่งสัจธรรมนั้นก็คือ นิพพานไม่ใช่ทั้งอัตตาหรืออนัตตา นิพพานไม่ใช่อะไรเลย เพราะนิพพานไม่มีการรับรู้ ไม่มีความหมายในความเป็นอะไรทั้งสิ้น หาก "มี" อะไรๆขึ้นมาก็เป็นเรื่องของสังสารวัฏทันที ไม่ใช่นิพพาน

ต่อคำถามว่านิพพานนั้นดับสูญหรือไม่ นั้นตอบได้ว่า นิพพานนั้นดับสูญไปจากความรับรู้ใดๆจริง เรียกว่า "หายตัว" ไปจากสังสารวัฏ นิพพานเพราะความไม่ยึดติดนั่นแหละ เพราะความที่ไม่ยึดติดจึงไร้ตัวตน ไม่มีตัวตนก็พ้นการกระทบใดๆของวิบากกรรมหรือพ้นจากการก่อกรรมทุกชนิดโดยสิ้นเชิง

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ในเทศนาธรรมของหลวงพ่อฯจึงมีแต่ประโยคและคำที่จะกระชาก กะเทาะ กระแทกกระทั้น ตบตีเราให้หลุดพ้นจากความหลง ความยึดติดทางความคิด ทางปัญญา ทางการบำเพ็ญเพียรหรือภาวนาใดๆ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราไม่ยึดติดอะไรเลยแม้กระทั่งจิต แม้กระทั่งสติ นั่นแหละครับนิพพาน

บทความนี้คงช่วยให้เข้าใจสัจธรรมมากขึ้น แต่ก็อีกนั่นแหละ แม้แต่ความเข้าใจมันก็ไม่ใช่ จริงไหมครับ

No comments:

Post a Comment