Wednesday, January 30, 2013

เนื้อหาของการปลีกวิเวกที่แท้จริง

อยากอยู่เงียบๆคนเดียว...

นี่คือเสียงจากหลายๆคนที่เบื่อโลก เบื่อสังคม เบื่อที่จะจมอยู่ในความทุกข์ เป็นโรคระบาดของคนร่วมสมัยที่เบื่อความวุ่นวายของสิ่งต่างๆรอบๆตัว ก็เลยอยากที่จะปลีกวิเวก ไปอยู่วัด ไปเก็บอารมณ์ ไปอยู่ไกลๆผู้คน

แล้วปลีกวิเวกไปไหนกันเล่า ก็ในเมื่อไม่ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหน ไอ้ขันธ์ 5 ซึ่งเป็นของหนัก ของทุกข์มันติดตามเราไปทุกหนทุกแห่ง จมแช่อยู่กับมันตลอด ไม่ว่าจะรีสอร์ทห่างไกลผู้คน ในป่าเขาลำเนาไพรที่สงบเงียบ บนเขาสูงเสียดฟ้า มันก็จะตามเราไปทุกที่ ดังนั้นทุกข์ก็ยังไม่หมดไปจากการปลีกวิเวกแบบผิดๆนั่นเอง

ตราบใดก็ตามที่เรายังมีเจตนาเข้าไปปฏิบัติ เข้าไปเจริญ เข้าไปมีเจตนากับการรู้ การดู อันเป็นวิญญาณขันธ์ เราก็จะไม่วิเวกอย่างแท้จริง เพราะวิญญาณขันธ์ที่ยังเจริญ ยังดำเนินอยู่บนกรรมจากการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นเชื้อ เป็นต้นเหตุที่จะทำให้เรายังจุดไฟกิเลส และเร่งความเจริญงอกเงยของขันธ์อื่นๆและวิญญาณขันธ์เองตลอดเวลา เรียกว่าไปเจริญสมุทัย คือต้นเหตุแห่งทุกข์ตลอดแล้ว หวังว่าจะดับมันด้วยปัญญา รู้ไว้เถอะครับว่าตัวปัญญาตัวญาณเองนั้น ก็ยังเป็นเนื้อหาของกรรมอยู่ ไม่ใช่นิโรธ เมื่อตามดูตามรู้ไป ก็เข้าไปติดกับดักของกิเลสกรรม กรรมกิเลสทันที เพราะลักษณาการของมันก็คือวน ติด ข้อง คาตลอด

เมื่อเข้าไปเจริญรู้มากๆ มันก็ไปทำให้ติดวนอยู่ภายใน สังสารวัฏมันก็ไม่ดับ มันก็ไม่วิเวก มันกระเพื่อมเปลี่ยนแปลงโดยความเป็นอนิจจังไปโดยตลอด มันจอกแจกจอแจเพราะจิตมันเข้าไปรู้ เจตนาจะรู้ เรียกง่ายๆว่ามีเจตนาเข้าไปทำให้มันจอแจเสียเอง มันจึงไม่สงบ เมื่อเข้าไปทำสมาธิให้จิตมันสงบนิ่ง มันก็กลายเป็นการเข้าไปทรง เข้าไปดำรงจิต หรือวิญญาณขันธ์ซึ่งมันก็อนิจจังโดยตัวมันเอง กลายเป็นกรรมขึ้นมาอีก นิ่งมันก็ไม่นิ่งจริง เย็นก็เย็นไม่จริงเพราะเดี๋ยวมันก็เปลี่ยนแปลงไปอีก ทุกสิ่งในสังสารวัฏไม่มีอะไรจริงสักอย่างเดียว การไปยึดไปเกาะกับสิ่งที่เป็นอนิจจัง เป็นสมมติ มันก็ไม่วิเวก ไม่หลุดพ้นเสียที

ก็แค่ไม่ต้องไม่ตั้งนั่นแหละ ไม่ต้องเอาอะไรกับกายกับจิตเท่านั้น มันก็จะเริ่มวิเวกไปเอง เลิกภาวนามันก็จะวิเวกไปเอง เมื่อพ้นจากการยึดเกาะสภาวะอันเป็นอนิจจังทั้งหลายแม้กระทั่งจิตเองแล้วนั่นแหละ ถึงจะเรียกว่าเข้าสู่เนื้อหาของความวิเวกที่แท้จริง การพ้นจากอนิจจังนี้จะทำให้เกิดเป็นสัมมาสมาธิขึ้นโดยตัวมันเอง คือมันเป็นสมาธิที่ไม่ต้องทำ หรือไม่ต้องไปเจริญเอา นี่แหละคือเนื้อแท้ของความวิเวก มันพ้นจากสภาวะที่เกิด ดับ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา วิเวกแบบอริยะ มันจึงสงบเย็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่แบบเดี๋ยวสงบ เดี๋ยวไม่สงบของปุถุชน

ส่วนสมาธิที่ต้องเข้าไปทำเอา ต้องเข้าไปเจริญเอา ไม่ว่าจะมีสติสัมปชัญญะกำกับหรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นมิจฉาสมาธิทั้งนั้น สติก็เหมือนกัน สติใดก็ตามที่ต้องเข้าไปทำเอา ก็เป็นมิจฉาสติ เรียกว่าอะไรก็ตามที่ต้องเข้าไปทำเอา เจริญเอา เอาตัวตนเข้าไปดำเนิน ล้วนเป็นมิจฉาทั้งนั้น เป็นเนื้อหาของปุถุชน เพราะดันไปเจริญอยู่บนอนิจจัง ก็พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปลง ไม่ใช่ให้เจริญ ก็ยังดันทุรังกันเข้าไปอีก

โดยความเป็นจริงแล้ว มรรคมีองค์แปดทั้งหมดจะเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องไปทำ ก็เพียงแค่ "ไม่" นั่นแหละ ไม่ต้องไม่ตั้งเจตนาอะไรใส่ลงในกายในใจไม่ว่าจะขณะจิตไหนอย่างไร ทุกอย่างก็จะเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ครบบริบูรณ์ขึ้นมาอย่างฉับพลันโดยตัวมันเอง เป็นสัมมาของมันไปเอง สติก็เป็นมหาสติที่สว่างโพล่ง สว่างจ้า แบบไม่ต้องเข้าไปทำให้ผิดธรรม ไม่ต้องเข้าไปทำเพื่อเอา เพราะถ้าทำเอาได้ มันก็เป็นเนื้อหาของกิเลส เป็นเนื้อหาของกรรมนั่นแหละ ไม่ใช่นิพพาน

ไม่ต้องแปลกใจหรอกว่าทำไมนิพพานมันถึงยากเย็นนัก ก็สอนกันผิดๆแบบปุถุชนนั่นแหละ มันจึงยังเป็นคน เป็นสัตว์กันอยู่ไม่จบสิ้น

No comments:

Post a Comment